วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิธีการและเคล็ดลับการเก็บออม ตอน ๒

วิธีการและเคล็ดลับการเก็บออม

ก่อนจะเข้าสู่บทที่ 4 ซึ่งผมปวดเฮดมากว่าจะเขียนยังไงดี

ชักรู้สึกว่าปูพื้นไม่พอ  ขอแทรกด้วยบทเสริมซักนิด
ที่จริงเนื้อหาต่อไปนี้น่าจะอยู่ในบทที่1 มากกว่า แต่edit ตรงนั้นเด๋วคนไม่รู้อีก เอามาไว้ตรงนี้แล้วกัน

บทเสริมท้ายบทที่ 1
สิ่งสำคัญที่สุดในการบรรลุ financial freedom (FF) ก็คือ การให้พันธะสัญญากับตัวเอง (commitment) ว่า
"หนูทำได้"

ทุก วันนี้  คิดว่าเพื่อน ๆ อยู่ในระดับที่เรียกว่า survival state (อยู่รอดได้) หมายถึง รายได้ (= รายได้จากการทำงาน + รายได้จากเงินออม/ทรัพย์สิน) มากกว่าหรือเท่ากับ ค่าใช้จ่าย
ถ้าวันหนึ่ง เราไม่มีรายได้จากการทำงาน ก็จะเกิดปัญหา

ดังนั้น  เป้าหมายของเราทุกคนคือ wealth state (อยู่ได้อย่างมั่งคั่ง หรือมีอิสรภาพ) นั่นคือ รายได้จากเงินออม/ทรัพย์สิน ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ ค่าใช้จ่าย เราจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขได้

แผนการของเราในการบรรลุ FF ก็คือทำอย่างไรที่เราจะทำให้รายได้จากทรัพย์สินหรือเงินออม เพิ่มสูงขึ้นจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายของเราได้  วิธีการบรรลุอาจจะมีหลายอย่าง (บางคนอาจจะเล่นหวยซื้อสลากกินแบ่ง, หาสามี/ภรรยารวย ๆ, รอมรดกตกทอด ฯลฯ) แต่วิธีหนึ่งที่น่าจะง่ายที่สุดและสามารถใช้ได้กับเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นดังนี้
  1. เก็บออม (saving)
  2. ประกันความเสี่ยง (hedging)
  3. ให้ทรัพย์สินที่เราเก็บออม ไปทำงานแทนเรา (investing)
และหัวใจสำคัญของบันไดสามขั้นนี้ จะสำเร็จได้ต้องเข้าใจหลัก 3 ข้อต่อไปนี้ก่อน

  1. มองภาพใหญ่ ว่าจุดหมายเราคืออะไร อยู่ที่ไหน
  2. มองภาพตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองแต่โลกในแง่ดี (be realistic, not optimistic)
  3. เลือกหรือปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุน ตามความเหมาะสมของเราเอง วิธีแต่ละคนอาจจะเหมือนกัน หรือแตกต่างกันขึ้นกับความรู้ ความเข้าใจ และ lifestyle ของเพื่อน ๆ แต่ละคน

เริ่มบันไดขั้นแรกก่อนเลยคือ "การออม"

สิ่งสำคัญของบันไดขั้นแรกมี 2 อย่าง ได้แก่ วินัย และ เวลา

1. วินัยในการออม 

หมายถึงเราต้อง commit ตัวเองว่าในแต่ละเดือนที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีมา เราจะต้องออมเงินเป็นจำนวนเท่าใด ที่ผ่านมาคนมักจะเข้าใจสมการการออมเงินแบบนี้

เงินออม = รายได้ - ค่าใช้จ่าย

แต่การสร้างวินัยในการออม ขอให้เปลี่ยนสมการใหม่เป็นแบบนี้

รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย

ดูเผิน ๆ แล้ว หลายคนคงคิดว่ามันก็เหมือนกันแหละว้า... แต่ทัศนคติของสมการนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน สมการแรกมองเงินออมเป็น "ส่วนเหลือจากเงินที่ใช้จ่ายไปแล้ว" แต่สมการที่สองมองเงินออมเป็น "ส่วนที่ต้องกันไว้ก่อนจะนำไปใช้จ่าย" เป็นวินัยในการออมเงิน

จะออมซักเท่าไหร่ - ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นรายได้ต่อเดือน, เป้าหมายของ FF และระยะเวลาตั้งต้นจนถึงเกษียณ (หรือมี FF) โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีรายได้เฉลี่ย 2 หมื่นบาทต่อเดือน ควรจะออมให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพอ ๆ เดิม สัดส่วนของเงินออมควรจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่มีรายได้สูง ๆ (เช่น 6 หลัก) ก็อาจจะมีสัดส่วนเงินออมถึง 50% ของรายได้ หรือมากกว่า

บางคนอาจจะคิดว่า เป็นไปได้ยังไง แม้ว่าเราจะมีรายได้มาก (เกินแสน) แต่กลับยังไม่มีเงินออมได้มากขนาดนั้น อันนี้จุดใหญ่ก็อยู่ตรงสมการที่ 2 ว่า ถ้าเราเอารายได้หักเงินออมแล้ว ปรากฏว่า เงินที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายมันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จ่ายอยู่ประจำทุก เดือน ก็ต้องลองมาแจกแจงในรายละเอียดว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา จริง ๆ แล้วมันเป็นรายจ่ายที่ "ต้องจ่าย/ควรจ่าย" กับ "ไม่จำเป็นต้องจ่าย" ในสัดส่วนซักเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในของบางอย่างที่เราอาจจะนึกไม่ถึงหลาย ๆ อย่าง ถ้าแจกแจงดูอาจจะมีไม่น้อยทีเดียว

เราจำเป็นต้องเที่ยวกลางคืนหรือไม่
เราจำเป็นต้องกินข้าวนอกบ้าน ในภัตตาคาร สวนอาหาร เดือนนึงหลาย ๆ ครั้งหรือไม่
เราจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าราคาแพง และซื้อบ่อยขนาดนี้หรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าในตู้ก็ล้นหาที่เก็บแทบไม่ได้
เรามีรองเท้ากี่คู่ และมีกี่คู่ที่เราไม่ได้ใส่มาแล้ว 3 เดือน
เราจำเป็นต้องดื่มกาแฟ Starbucks หรือ Blue cup หรือเปล่า
เรามี laptop อยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อใหม่หรือเปล่า
เราจำเป็นต้องมีมือถือใหม่เป็น iPhone หรือไม่

บลา บลา บลา...

ที่ ยกตัวอย่างมานี่ ไม่ได้หมายความว่าเราซื้อหาสินค้าและบริการเหล่านั้นไม่ได้ เพียงแต่เป็นการยกให้ดูว่า ก่อนจะซื้อหาของอะไรเหล่านี้ ถามตัวเองนิดว่ามันจำเป็นหรือไม่ (ว่ากันง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่มีมันแล้วเราอยู่ได้ไหม) และมีของอะไรที่ทดแทนกันได้ในราคาที่ถูกกว่าหรือเปล่า


2. เวลาในการออม เวลาสำคัญไฉน ? 
ให้กลับไปอ่านเรื่อง "อิทธิฤทธิ์  ดอกเบี้ยทบต้น" (compound interest) ในบทที่  3 ตุ่ม C

บทที่4 : ซองเงินลงทุน = ให้เงินทำงานแทนคุณ

ภาค 1

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า บทนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการหางานพิเศษ หรือ ลงทุนค้าขาย เปิดท้ายขายของอะไรเลย......เพราะบทนี้เราจะว่าด้วยเรื่องการลงทุน ชนิดให้เงินทำงานแทนเราเท่านั้น......

Concept ของซองนี้คือ
"เรา ไม่เชื่อว่า Working Hard จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ แต่เราเชื่อว่า Working Smart (ทำงานอย่างฉลาด)ต่างหากที่จะพาเราไปสู่อิสรภาพทางการเงิน"

คุณ Robert Kiyosaki เขียนไว้ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกว่า เขามีพ่อสองคน

พ่อจนสอนเขาว่า "เรียนให้เก่งๆนะลูก จบมาจะได้มีงานดีๆทำ ได้เงินเดือนสูงๆ"
พ่อเขาคนนี้ไม่ผิด แต่พ่อคนนี้คือพ่อที่จนตลอดชีวิต

ส่วนพ่ออีกคนนึงซึ่งเป็นมหาเศรษฐีสอนเขาว่า
"ทำไม หนูต้องเก่งที่สุด ฉลาดที่สุดด้วยล่ะลูก ในเมื่อมีคนเก่งกว่าหนูอีกมากมายที่พร้อมจะ เอาตัวเข้าแลกเงินเป็นกรรมกรชั้นสูงดีๆนี่เอง หนูก็แค่จ้างคนที่เก่งกว่าหนู ฉลาดกว่าหนูมาทำงานให้หนู จ่ายเงินเดือนให้เขาแค่จิ๊บจ๊อย แล้วเขาจะผลิตเงินให้เราเป็นล้านๆ"

ใช่ครับ คนส่วนใหญ่ในสังคมเรา ยังเชื่อเหมือน "พ่อจน" อยู่
แต่ มันไม่ผิดนะ ที่เราจะเรียนสูงๆ เพียงแต่เราต้องเป็น "อภิชาตบุตร" ที่รู้มากกว่าพ่อแม่เราในเรื่องนี้นีสนุง รุ่นลูกหลานจะไม่ให้พัฒนาเลยเรอะ

ต่างกันยังไงเหรอ ?? ผมสมมุติตัวอย่างอย่างนี้แล้วกัน

ปีนี้ราคายางพาราแพง คนปลูกยางน่าจะรวยอื้อซ่า ผมอยากได้เงินจากยางพาราบ้าง ผมจะทำอย่างไรดีระหว่าง
ก. ถ้าผมทำตามพ่อจน ทุ่มเททำงานหนัก เพื่อเงิน ผมก็จะไปหาซื้อที่ดิน หาซื้อต้นยางมาปลูก กางตำราว่าเขาปลูกกันยังไง ใส่ปุ๋ยยังไง? ทำมั่วๆซั่วๆ โดนเพลี้ยกินต้นกล้าไปบ้าง ปลูกแล้วพังกรีดยางไม่ได้มั่ง ซัก สามสี่ปี กว่าจะจับทางได้ เหนื่อยยากทั้งกาย ทั้งเวลา ทั้งเงินทุน เอ้า ทำถูกแล้ว งอกงามแล้ว ยังไม่ได้เงินคืน ทำไมน่ะเหรอ ต้องรออีก 7 ปี กว่ามันจะโตพอให้กรีดยางมาขายได้ไงล่ะ............

ข. แต่ถ้าผมเชื่อพ่อรวย ผมเนี่ยนะ จะปลูกยาง?? ความรู้ก็ไม่มี ความสามารถก็ไม่มี ทำมั้ยทำไมผมต้องออกแรงเองให้เหนื่อย? ทำม้ายไฮโซอย่างผมต้องลงไปปลูกยางเอง ในเมื่อมีบริษัทศรีตรังเอโกร เขาปลูกยางเก่งกว่าผมอยู่แล้ว มีที่ดิน มีต้นยางอยู่แล้ว มีโรงงานสกัดน้ำยางอยู่แล้ว มีลูกค้าโรงงานในเมืองจีนสั่งยางเขาไปทำยางรถยนต์อยู่ในมือแล้ว ผมซื่งไม่มีความรู้อะไรเรื่องกรีดยางเลย ก็เดินต๊อกแต๊ก ไปตลาดหุ้น ขอเปิดบัญชีเล่นหุ้น เสร็จแล้วก็เคาะซื้อหุ้นของบริษัทปลูกยางจ้าวนี้ ในราคาหุ้นละ 3 บาทเป็นจำนวน 10000 หุ้น รวมเงิน 30000 บาท
บริษัทเค้าได้เงินเราไปลงทุนขยายโรงงานในตปท. หลังจากนั้นเราก็กลับบ้าน นอนรอ ๆๆๆๆๆๆ อีกซัก1ปี บริษัทนี้ประสพความสำเร็จ ได้กำไรงดงาม เขาจ่ายปันผลให้เราเป็นดอกเบี้ยถึง 10-20% แต่ที่เก๋กว่านั้นคือ ราคาหุ้นของบริษัทแพงขึ้น จาก 3บาท เป็น 20 บาทในปัจจุบัน ผมรับดอกเบี้ยเสร็จแล้ว เทขายทิ้ง จะได้กำไรไม่รวมดอกเบี้ย หุ้นละ 17 บาท นั่นคือได้กำไร 170000 บาทจากการลงทุน แค่ 30000 บาท ไม่ต้องรอกรีดยาง 7 ปี

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องจริงในตลาดหุ้นปีที่ผ่านมา ของบริษัทศรีตรังเอโกร STA อ้างอิงราคาปีที่แล้ว (ผมปรับตัวเลขตามการแตกพาร์นะ อย่าเพิ่งโวยว่าปีที่แล้วไม่ใช ่3 บาทสิ ชาวสินธร...รู้นะ พวกแกมาซุ่มอยู่..)
เพียงแต่ผมต้องอดทนรอเวลา ใช้เงินเย็นห้ามใช้เงินร้อน แช่แข็งเงินในตลาดหุ้น 1-3 ปีได้ รอเวลาราคาดีๆค่อยขาย
ถ้าราคาไม่ดี เก็บปันผลกินไปก่อน ยังไงก็ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคาร
หลักการมีแค่นี้

ฟังดูเหมือนง่ายเนอะ.............. แค่ใช้เงินเย็น กับ เวลา เท่านั้น!!!!!!!!!!!!!
จุดยากมันอยู่ที......... แล้วจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าหุ้นตัวไหน บริษัทไหนมันจะให้ผลตอบแทนดีอย่างนี้


ปล. ทั้งหมดข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่าง ไม่จำเป็นต้องเล่นหุ้นอย่างเดียวนะ ซองนี้หมายถึงอะไรก็ได้ที่ใช้เงินเย็น กับเวลาทำงานแทนคุณ คุณไม่ต้องทำ แล้วมันจะส่งผลตอบแทนให้คุณอย่างหนักด้วยอิทธิฤทธิ์ดอกเบี้ยทบต้น

ภาค 2 แล้วจะลงทุนยังไงดีล่ะ???

ก่อน อื่นเลยต้องรู้กฎเหล็กสำหรับการลงทุน = ใช้เงินเย็นที่สามารถแช่แข็งได้ 2-10 ปีโดยไม่ถอนเท่านั้น!!!!!!!!! เงินร้อนเอาไปเก็บไว้ตุ่ม C ไป๊
ทำไมน่ะเหรอ ??? ทั้งนี้ก็ เพราะ
  1. การลงทุนมีความเสี่ยงครับ
    เหมือนคนอยากรวยก็ต้องทำธุรกิจ แต่ทุกคนที่เปิดกิจการทำธุรกิจขึ้นมาซักอย่าง เขาต้องยอมแบกรับความเสี่ยงที่จะเจ๊งถึง 95%
    นั่น หมายความว่าเงินจะลงทุนทำธุรกิจ ห้ามเป็นเงินร้อน ถ้ากิจการเจ๊งขึ้นมา ห้ามร้องว่าหมดตรู๊ด ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ ห้ามทุบตุ่ม A & B มาโปะ ซองลงทุนเด็ดขาด !!!!!!!!!!!!!
  2. เพราะการลงทุน ต้องใช้เวลา
    เหมือนมะม่วงก็ต้องรอหลายปีกว่าจะออกดอกออกผล
    ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมา ต้องแน่ใจว่ามีเงินในตุ่ม A B C มากพอ ที่จะไม่ต้องมาถอนเงินออกจากการซองลงทุนนี้ เด็ดขาด ม่ายงั้นเจ๊งเอาได้ง่ายๆ

บทสรุป ประมวลความรู้จากบทที่ 1- 4

  1. สำหรับทุกๆคน : ใช้สมการคนรวย + แบ่งเงินใช้สอย เป็น 4 ซอง + ลดรายจ่าย + เพิ่มรายได้ (หางานพิเศษนอกเวลาทำซะบ้าง) + มีวินัยสม่ำเสมอในการใช้หนี้ และรักษารายจ่ายให้คงที่
  2. คนที่ปากกัดตีนถีบ เงินเก็บเท่าหอยมดก็ยังไม่มี : เริ่มเก็บเงินใส่ตุ่ม A ก่อน , ส่วนซองลงทุน ให้เป็นซองเล็กๆ เน้นทำบุญเป็นหลัก
  3. คนที่เก็บเงินมาระยะนึงจนตุ่ม A & B เต็มแล้ว และเริ่มมีเงินในตุ่ม C : เริ่มพิจารณาลดปริมาณเงินที่เข้าตุ่ม C แบ่งมาใส่ซองเงินลงทุน โดยเริ่มลงทุนจากของที่ใช้ทุนต่ำๆก่อน เช่นกองทุน ที่มีขายตามธนาคาร , ระยะนี้ ซองเงินลงทุนเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจเท่ากับเงินที่ฝากเข้าตุ่ม C เลยก็ได้
  4. คนที่ตุ่ม C ใหญ่แล้ว เซ็งที่จะรับดอกเบี้ยต่ำๆจากธนาคารหรือสลากออมสิน : หยุดฝากเงินเข้าธนาคาร ปิดฝาตุ่ม A B C ได้แล้ว จากนี้ไปเงินเก็บจะไหลไปซองเงินลงทุนอย่างเดียว และ เลือกการลงทุนที่เหมาะกับความรู้ของตน
  5. เป้าหมายสุดท้าย = อิสรภาพทางการเงิน (FF) = สินทรัพย์ในซองลงทุน ผลิตเงินให้เราพอเลี้ยงตัวได้สม่ำเสมอตลอดชีวิต โดยเราไม่จำเป็นต้องทำงานอีกเลย...........

+++++++++ได้เวลาแจกการบ้านชุดใหญ่แล้วครับ ++++++++
การบ้านชุดนี้ ใครทำแล้ว ถึงไม่อ่านบทที่5 ก็รวยได้.........

การบ้าน4.1 : จากบทสรุปเนื้อหาบท1-4 ข้างบนนี้ คุณเป็นคนหมวดไหนในกลุ่ม 2-3-4?

การบ้าน4.2 : คุณควรเลือกแผนบริหารจัดการการเงินอย่างไร จากโจทย์
ใช้ สมการคนรวย + แบ่งเงินใช้สอย เป็น 4 ซอง + ลดรายจ่าย + เพิ่มรายได้ (หางานพิเศษนอกเวลาทำซะบ้าง) + มีวินัยสม่ำเสมอในการใช้หนี้ และรักษารายจ่ายให้คงที่
ให้แจงรายละเอียดของตัวเองออกมาว่า
- แบ่งเงิน4ซอง อย่างละกี่%
- ลดรายจ่ายยังไง? เพิ่มรายได้ยังไง? (บางคนไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง)
- จากคำตอบ 4.1 คุณจะแบ่งเงินเก็บ และ เงินลงทุนอย่างไร จึงจะเหมาะสมประเภทของตัวเอง

การบ้าน4.3 : การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณคืออะไร???

การบ้าน ชุดนี้ท้าทายนะครับ ไม่มีถูกผิด ไม่มีเฉลยครับ ให้ทุกคนแชร์ความเห็นตัวเอง และเพื่อนๆช่วยกันเม้นท์ ตามใจชอบ ใครทำจะ get เอง ใครไม่ทำนั่งอ่านเฉยๆจะไม่ get เท่าคนที่เค้าทำนะครับ

ขอบคุณ  : บทความ โดยคุณ หล่อใสไร้รัก แห่งสยาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น