ในส่วนของตราสารหนี้ ก็เป็นตราสารที่หน่วยงานออกมาเพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นหนี้ เช่นพันธบัตร (รัฐบาลออก) หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน พวกนี้เป็นตราสารหนี้ทั้งหมด ขึ้นกับว่าใครออกเพื่อขาย
พันธบัตร พุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ (เป็นเครื่องมือทางการเงิน)
- พันธบัตร เป็นตราสาร (การลงทุนอย่างหนึ่ง) ซึ่งมีลักษณะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล
- หุ้นกู้ มีลักษณะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทผู้ออก (ให้สิทธิเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นสามัญ)
การลงทุน แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. แบบเจ้าของ คือ หุ้นสามัญ (ซื้อหุ้นสามัญ)
2. แบบเจ้าหนี้ คือ ฝากเงิน หุ้นกู้ หรือพันธบัตร
Note : หุ้นกู้แปลงสภาพ อยู่ตรงกลางระหว่างแบบเจ้าของและแบบเจ้าหนี้
การที่ประชาชนนำเงินไปฝากธนาคาร จะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร ธนาคารจะรวบรวมเงินฝาก และปล่อยกู้ให้กับบริษัทต่างๆในอัตราดอกเบี้ยต่างๆ ดังนั้นการที่มีการออกพันธบัตร พุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ นั้นเป็นการลดบทบาทของธนาคารลง เป็นการดำเนินการระหว่างบริษัทกับประชาชน โดยประชาชนจะได้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร และบริษัทก็มีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำกว่ากู้เงินจากธนาคาร
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการลงทุนพันธบัตร พุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
1. ผู้ออกตราสาร เป็นใคร จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากที่ปรึกษาทางการเงิน หรือหนังสือชี้ชวนต่างๆ
2. ระดับความน่าเชื่อถือ กลต.กำหนดให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นผู้กำหนด ซึ่งมี 2 แห่ง
ระดับเพื่อการลงทุน
AAA
AA
A
BBB
BB
B
- พันธบัตร เป็นตราสาร (การลงทุนอย่างหนึ่ง) ซึ่งมีลักษณะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล
- หุ้นกู้ มีลักษณะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทผู้ออก (ให้สิทธิเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นสามัญ)
การลงทุน แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. แบบเจ้าของ คือ หุ้นสามัญ (ซื้อหุ้นสามัญ)
2. แบบเจ้าหนี้ คือ ฝากเงิน หุ้นกู้ หรือพันธบัตร
Note : หุ้นกู้แปลงสภาพ อยู่ตรงกลางระหว่างแบบเจ้าของและแบบเจ้าหนี้
การที่ประชาชนนำเงินไปฝากธนาคาร จะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร ธนาคารจะรวบรวมเงินฝาก และปล่อยกู้ให้กับบริษัทต่างๆในอัตราดอกเบี้ยต่างๆ ดังนั้นการที่มีการออกพันธบัตร พุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ นั้นเป็นการลดบทบาทของธนาคารลง เป็นการดำเนินการระหว่างบริษัทกับประชาชน โดยประชาชนจะได้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร และบริษัทก็มีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำกว่ากู้เงินจากธนาคาร
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการลงทุนพันธบัตร พุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
1. ผู้ออกตราสาร เป็นใคร จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากที่ปรึกษาทางการเงิน หรือหนังสือชี้ชวนต่างๆ
2. ระดับความน่าเชื่อถือ กลต.กำหนดให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นผู้กำหนด ซึ่งมี 2 แห่ง
ระดับเพื่อการลงทุน
AAA
AA
A
BBB
BB
B
ระดับเพื่อการเก็งกำไร
CCC
CC
C
D
ในแต่ละระดับอาจจะมีประจุ บวก ลบได้ด้วย เช่น BBB+ เป็นต้น ระดับความน่าเชื่อถือ อาจพิจารณาในส่วนของสินทรัพย์ค้ำประกันด้วยว่ามีหรือไม่
CCC
CC
C
D
ในแต่ละระดับอาจจะมีประจุ บวก ลบได้ด้วย เช่น BBB+ เป็นต้น ระดับความน่าเชื่อถือ อาจพิจารณาในส่วนของสินทรัพย์ค้ำประกันด้วยว่ามีหรือไม่
3. อายุ
4. ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว แบ่งเป็น คงที่หรือลอยตัว (แปรเปลี่ยนตามตลาด)
5. อัตราผลตอบแทนที่ได้รับ จะควบคู่กับราคาหุ้นกู้ โดยพิจารณาว่าราคาที่ซื้อได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
ผลตอบแทนจากการลงทุน เมือถือจนครบกำหนด ประกอบด้วย
1. ดอกเบี้ยที่ได้รับทุก 6 เดือน
2. เงินต้น เมือถือจนครบกำหนด
ผลตอบแทนจากการลงทุน เมือถือไม่ครบกำหนดเช่น พันธบัตร 7 ปี ถือไป 3 ปีแล้วขาย
1. ดอกเบี้ยที่ได้รับทุก 6 เดือน
2. ส่วนต่างจากราคาเมื่อขาย
3. ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย คือนำไปลงทุนต่อ
ความเสี่ยงจากการลงทุน แบ่งออกเป็น
1. ความเสี่ยงทางด้านราคา (Price risk) เกิดขึ้น เมื่อต้องขายในตลาดรองเมื่อยามที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น
2. ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (Reinvestment risk)เกิดขึ้น เมื่อ มีกระแสเงินให้ลงทุนยามดอกเบี้ยต่ำ
3. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) เกิดขึ้น เมื่อ ผู้ออกผิดชำระดอกเบี้ยและเิงินต้น
การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต แบ่งออกเป็น
- วิเคราะห์งบการเงิน ดึความสามารถในการทำกำไร
- วิเคราะห์บริษัท ดูว่าตัวธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันได้หรือไม่
- วิเคราะห์อุตสาหกรรม ดูแนวโน้มการเดิบโต และการแข่งขันของคู่แข่งขันรายใหม่ว่าเป็นอย่างไร
4. ความเสี่ยงในสภาพคล่อง (Liquidity risk) เกิดขึ้น เมื่อต้องขายตราสารตอนยังไม่ครบกำหนด โดยปกติตราสารสามารถเปลี่ยนมือได้โดยการขายในตลาดรอง โดยจะขายง่ายหรือยาก ดูจากสภาพคล่องในตลาดรอง
5. ความเสี่ยงจากการถูกไถ่ถอนก่อนครบกำหนด (Call risk) เฉพาะกรณีมีการกำหนดสิทธิไว้ ยามดอกเบี้ยต่ำ ผู้ออกอาจมีการไถ่ถอนคืนตามสิทธิ
นักลงทุน แบ่งออกเป็น
1.นักลงทุนเชิงรุก
เช่น ถ้ารู้ว่าอัตรดอกเบี้ยจะลดลง ..ก็ถือตราสารให้ระยะเวลายาวหน่อย เพื่อจะได้ถือครองอัตราดอกเบี้ยสูงๆไว้นานๆ อย่างไรก็ตามก็มีความเสี่ยงจากการถือไว้ระยะเวลายาวนาน
อายุยาว --> ราคาเคลื่อนไหวมาก
อายุสั้น --> ราคาเคลื่อนไหวน้อย
2. นักลงทุนเชิงรับ (Passive) เช่นเราจะลงทุน 5 ปี ก็ควรถือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาใกล้เคียง 5 ปี และถือไว้ให้ครบกำหนด จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการไปขายในตลาดรอง
ประเภทความเสี่ยง จัดการโดย
1. Price risk เลือกลงทุนในตราสารอายุใกล้เคียงกับระยะเวลาลงทุน
2. Reinvestment risk เลือกลงทุนในตราสารอายุใกล้เคียงกับระยะเวลาลงทุน
3. Credit risk ศึกษาอันดับความน่าเชื้อถือ
4. Liquidity risk ทำความเข้าใจส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ เสนอขายแต่ต้น
5. Call risk ศึกษาเงื้อนไข/ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
การลงทุน จะต้องแบ่งการลงทุน เป็น Assets allocation โดยมีเงินฝาก ตราสารหนี้ และตราสารทุน โดยตราสารหนี้นั้น อยู่ตรงกลางระหว่างเงินฝาก และตราสารทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงกลางๆ ต่ำกว่าหุ้นสามัญ ควบคุมและจัดการได้ ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก และให้สภาพคล่องกับผู้ถือได้ นอกจากนี้ยังมีทางเลือกที่สามารถลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่จะใช้เงินได้อีกด้วย
หุ้นกู้แปลงสภาพ อยู่ระหว่าง ส่วนของเจ้าของ และส่วนที่เป็นเจ้าหนี้ .. ถ้าถือจนครบกำหนดโดยไม่มีการแปลงภาพ จะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ถ้ามีการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ก็จะได้รับเงินปันผลตอบแทน อย่างไรก็ตามถ้าเห็นว่าแนวโน้มบริษัทดีก็เปลี่ยนเป็นหุ้น .. แต่ถ้าแนวโน้มไม่ดีก็ถือไปให้ครบกำหนด เพื่อให้ได้รับเงินต้นคืน เนื่องจากถ้าบริษัทล้ม priority ของเจ้าหนี้ ย่อมดีดว่าส่วนของเจ้าของอยู่แล้ว
กองทุนรวม คืออะไร????
กองทุนรวมคือ การนำเงินของผู้ลงทุนหลายๆ คนมารวมกัน แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน ภายใต้การบริหารของผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน สินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุนนั้นมีหลายประเภทเช่น หุ้นสามัญ พันธบัตร หุ้นกู้ ทองคำ เป็นต้น แม้ว่า กองทุนรวมได้รับการบริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ แต่ผู้ลงทุนก็มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนในกองทุนรวมได้ เช่น ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง การลงทุนในกองทุนหุ้นระยะสั้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนติดลบหรือขาดทุนได้ ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจถึงสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นได้
พูดง่ายๆก็คือฝากเค้าไปลงทุนหรือเล่นหุ้นให้เรารวมกับคนอื่นๆที่เค้าไปฝากเล่นเหมือนกัน เหมือนเราเป็นลูกทัวร์ที่มารวมๆกันแล้วเลือกว่าจะให้ไกด์คนไหนพาไปเที่ยว ทีนี้เราจะเลือกตัวไหน กองไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรารับได้ High risk high return เสี่ยงมากๆโอกาสได้ก็มากเช่นกัน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เราจะขาดทุนได้ค่ะ
อ้างอิงข้อมูลจากตำราเรียน และเว็บ
http://k-expert.askkbank.com/Article/Pages/A2_086.aspx
http://www.start-to-invest.com/webedu/content.html;jsessionid=6C5FA5160573CA643A8BE735F07303BA?menu_id=449
4. ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว แบ่งเป็น คงที่หรือลอยตัว (แปรเปลี่ยนตามตลาด)
5. อัตราผลตอบแทนที่ได้รับ จะควบคู่กับราคาหุ้นกู้ โดยพิจารณาว่าราคาที่ซื้อได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
ผลตอบแทนจากการลงทุน เมือถือจนครบกำหนด ประกอบด้วย
1. ดอกเบี้ยที่ได้รับทุก 6 เดือน
2. เงินต้น เมือถือจนครบกำหนด
ผลตอบแทนจากการลงทุน เมือถือไม่ครบกำหนดเช่น พันธบัตร 7 ปี ถือไป 3 ปีแล้วขาย
1. ดอกเบี้ยที่ได้รับทุก 6 เดือน
2. ส่วนต่างจากราคาเมื่อขาย
3. ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย คือนำไปลงทุนต่อ
ความเสี่ยงจากการลงทุน แบ่งออกเป็น
1. ความเสี่ยงทางด้านราคา (Price risk) เกิดขึ้น เมื่อต้องขายในตลาดรองเมื่อยามที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น
2. ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (Reinvestment risk)เกิดขึ้น เมื่อ มีกระแสเงินให้ลงทุนยามดอกเบี้ยต่ำ
3. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) เกิดขึ้น เมื่อ ผู้ออกผิดชำระดอกเบี้ยและเิงินต้น
การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต แบ่งออกเป็น
- วิเคราะห์งบการเงิน ดึความสามารถในการทำกำไร
- วิเคราะห์บริษัท ดูว่าตัวธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันได้หรือไม่
- วิเคราะห์อุตสาหกรรม ดูแนวโน้มการเดิบโต และการแข่งขันของคู่แข่งขันรายใหม่ว่าเป็นอย่างไร
4. ความเสี่ยงในสภาพคล่อง (Liquidity risk) เกิดขึ้น เมื่อต้องขายตราสารตอนยังไม่ครบกำหนด โดยปกติตราสารสามารถเปลี่ยนมือได้โดยการขายในตลาดรอง โดยจะขายง่ายหรือยาก ดูจากสภาพคล่องในตลาดรอง
5. ความเสี่ยงจากการถูกไถ่ถอนก่อนครบกำหนด (Call risk) เฉพาะกรณีมีการกำหนดสิทธิไว้ ยามดอกเบี้ยต่ำ ผู้ออกอาจมีการไถ่ถอนคืนตามสิทธิ
นักลงทุน แบ่งออกเป็น
1.นักลงทุนเชิงรุก
เช่น ถ้ารู้ว่าอัตรดอกเบี้ยจะลดลง ..ก็ถือตราสารให้ระยะเวลายาวหน่อย เพื่อจะได้ถือครองอัตราดอกเบี้ยสูงๆไว้นานๆ อย่างไรก็ตามก็มีความเสี่ยงจากการถือไว้ระยะเวลายาวนาน
อายุยาว --> ราคาเคลื่อนไหวมาก
อายุสั้น --> ราคาเคลื่อนไหวน้อย
2. นักลงทุนเชิงรับ (Passive) เช่นเราจะลงทุน 5 ปี ก็ควรถือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาใกล้เคียง 5 ปี และถือไว้ให้ครบกำหนด จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการไปขายในตลาดรอง
ประเภทความเสี่ยง จัดการโดย
1. Price risk เลือกลงทุนในตราสารอายุใกล้เคียงกับระยะเวลาลงทุน
2. Reinvestment risk เลือกลงทุนในตราสารอายุใกล้เคียงกับระยะเวลาลงทุน
3. Credit risk ศึกษาอันดับความน่าเชื้อถือ
4. Liquidity risk ทำความเข้าใจส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ เสนอขายแต่ต้น
5. Call risk ศึกษาเงื้อนไข/ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
การลงทุน จะต้องแบ่งการลงทุน เป็น Assets allocation โดยมีเงินฝาก ตราสารหนี้ และตราสารทุน โดยตราสารหนี้นั้น อยู่ตรงกลางระหว่างเงินฝาก และตราสารทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงกลางๆ ต่ำกว่าหุ้นสามัญ ควบคุมและจัดการได้ ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก และให้สภาพคล่องกับผู้ถือได้ นอกจากนี้ยังมีทางเลือกที่สามารถลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่จะใช้เงินได้อีกด้วย
หุ้นกู้แปลงสภาพ อยู่ระหว่าง ส่วนของเจ้าของ และส่วนที่เป็นเจ้าหนี้ .. ถ้าถือจนครบกำหนดโดยไม่มีการแปลงภาพ จะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ถ้ามีการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ก็จะได้รับเงินปันผลตอบแทน อย่างไรก็ตามถ้าเห็นว่าแนวโน้มบริษัทดีก็เปลี่ยนเป็นหุ้น .. แต่ถ้าแนวโน้มไม่ดีก็ถือไปให้ครบกำหนด เพื่อให้ได้รับเงินต้นคืน เนื่องจากถ้าบริษัทล้ม priority ของเจ้าหนี้ ย่อมดีดว่าส่วนของเจ้าของอยู่แล้ว
กองทุนรวม คืออะไร????
กองทุนรวมคือ การนำเงินของผู้ลงทุนหลายๆ คนมารวมกัน แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน ภายใต้การบริหารของผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน สินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุนนั้นมีหลายประเภทเช่น หุ้นสามัญ พันธบัตร หุ้นกู้ ทองคำ เป็นต้น แม้ว่า กองทุนรวมได้รับการบริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ แต่ผู้ลงทุนก็มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนในกองทุนรวมได้ เช่น ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง การลงทุนในกองทุนหุ้นระยะสั้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนติดลบหรือขาดทุนได้ ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจถึงสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นได้
พูดง่ายๆก็คือฝากเค้าไปลงทุนหรือเล่นหุ้นให้เรารวมกับคนอื่นๆที่เค้าไปฝากเล่นเหมือนกัน เหมือนเราเป็นลูกทัวร์ที่มารวมๆกันแล้วเลือกว่าจะให้ไกด์คนไหนพาไปเที่ยว ทีนี้เราจะเลือกตัวไหน กองไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรารับได้ High risk high return เสี่ยงมากๆโอกาสได้ก็มากเช่นกัน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เราจะขาดทุนได้ค่ะ
อ้างอิงข้อมูลจากตำราเรียน และเว็บ
http://k-expert.askkbank.com/Article/Pages/A2_086.aspx
http://www.start-to-invest.com/webedu/content.html;jsessionid=6C5FA5160573CA643A8BE735F07303BA?menu_id=449
กองทุนรวม คือเครื่องมือในการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุน
ตราสารหนี้ คือตราสารแสดงความเป็นหนี้ หรือสัญญาเงินกู้ที่บริษัทออกให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป โดยสัญญาว่า จะใช้เงินตามกำหนดและจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนด
ประเภทตราสารหนี้
1. ตราสารหนี้ภาครัฐ
*พันธบัตรรัฐบาล
* พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ
* พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
* พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
* ตั๋วเงินคลัง
2. ตราสารหนี้ภาคเอกชน
ก. หุ้นกู้
* หุ้นกู้มีประกัน
* หุ้นกู้ไม่มีประกัน
* หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ
* หุ้นกู้ดอยสิทธิ
ข. ตั๋วแลกเงิน
ค. ตั๋วสัญญาใช้เงิน
ง. บัตรเงินฝากแลกเปลี่ยนมือได้
3. ตราสารอนุพันธ์
ก. ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Hybrid)
ข. ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)
ค. ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant)
ง. ตราสารสิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Option)
*Call Option
* Put Option
จ. ตราสารซื้อขายล่วงหน้า (Future)
ความเสี่ยงในการลงทุนในตราสารหนี้
1. Interrest Rate (Market Risk)
2. Credit (Default) Risk
3. Purchasing Power Risk
4. Reinvesment Risk
5. Rollover Risk
6. Call Risk
7. Prepayment Risk
8. Currency Risk หรือ Exchange Risk
9. Liquidity Risk
10. Event Risk
ความเสี่ยงในการลงทุน ตราสารทุน
1. Company Risk
2. Sector Risk
3. Market Risk
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไทย
1. บจก.ไทยเรตติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส (TRIS)
2. บจก. ฟิตท์ เรตติ้ง ไทย (Fitch)
ผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้
1. ดอกเบี้ยรับ
2. ส่วนลดรับ
3. กำไรส่วนเกินทุน
ผลตอบแทนในการลงทุนตราสารทุน
1. เงินปันผล
2. กำไรส่วนเกินทุน
จากหนังสือ AIMC
ตราสารหนี้ คือตราสารแสดงความเป็นหนี้ หรือสัญญาเงินกู้ที่บริษัทออกให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป โดยสัญญาว่า จะใช้เงินตามกำหนดและจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนด
ประเภทตราสารหนี้
1. ตราสารหนี้ภาครัฐ
*พันธบัตรรัฐบาล
* พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ
* พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
* พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
* ตั๋วเงินคลัง
2. ตราสารหนี้ภาคเอกชน
ก. หุ้นกู้
* หุ้นกู้มีประกัน
* หุ้นกู้ไม่มีประกัน
* หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ
* หุ้นกู้ดอยสิทธิ
ข. ตั๋วแลกเงิน
ค. ตั๋วสัญญาใช้เงิน
ง. บัตรเงินฝากแลกเปลี่ยนมือได้
3. ตราสารอนุพันธ์
ก. ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Hybrid)
ข. ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)
ค. ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant)
ง. ตราสารสิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Option)
*Call Option
* Put Option
จ. ตราสารซื้อขายล่วงหน้า (Future)
ความเสี่ยงในการลงทุนในตราสารหนี้
1. Interrest Rate (Market Risk)
2. Credit (Default) Risk
3. Purchasing Power Risk
4. Reinvesment Risk
5. Rollover Risk
6. Call Risk
7. Prepayment Risk
8. Currency Risk หรือ Exchange Risk
9. Liquidity Risk
10. Event Risk
ความเสี่ยงในการลงทุน ตราสารทุน
1. Company Risk
2. Sector Risk
3. Market Risk
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไทย
1. บจก.ไทยเรตติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส (TRIS)
2. บจก. ฟิตท์ เรตติ้ง ไทย (Fitch)
ผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้
1. ดอกเบี้ยรับ
2. ส่วนลดรับ
3. กำไรส่วนเกินทุน
ผลตอบแทนในการลงทุนตราสารทุน
1. เงินปันผล
2. กำไรส่วนเกินทุน
จากหนังสือ AIMC
ขอบคุณที่มา :http://pantip.com/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น