“ พุทธในไทยจะรุ่ง หรือ จะสูญ ”
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อ 31 ธันวาคม 2552 แสดงไว้ว่า
ประชาชนไทยมี 67,422,887 คน
จากการสำรวจการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ปี 2548
มีพุทธศาสนิกชน 46,902,100 คน
คิดเป็น 69.56%
หลายท่านคงสงสัย เพราะเคยทราบว่าชาวพุทธไทยมีประมาณ 94% ทำไมสำนักงานสถิติแห่งชาติจึงบอกว่า เหลือเพียง 69%
ความจริง คือ ตัวเลข 94% นั้นเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน แต่เขาสำรวจจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม คือ ถ้าคนนั้นๆ แม้ทะเบียนบ้านจะเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าหากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสวดมนต์ นั่งสมาธิ ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยทำบุญผ้าป่า กฐิน ไม่เคยเข้าวัด ฟังเทศน์ เขาไม่นับ
เมื่อเช็คอย่างนี้แล้วพบว่า เหลือคนที่ยังพอเคยเข้าร่วมกิจกรรมพุทธอยู่ 69% ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นชาวพุทธที่แข็งแรงนัก อาจเคยทำกิจกรรมพุทธบ้างตามประเพณี 1-2 ครั้ง
ชาวพุทธที่กัมมันต์ ( Active Buddhist ) ตั้งใจรักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิจริงๆ อาจเหลือเพียงราว 5% เท่านั้นก็เป็นได้
ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ปัญหาสังคมมีมาก ยาเสพติดเกลื่อนเมือง คนไทยดื่มเหล้ามากติดอันดับ 5 ของโลก
เมื่อชาวพุทธไทยโดยรวมเป็นอย่างนี้ และพี่น้องศาสนิกอื่นก็ทุ่มเททำงานเผยแผ่ศาสนาของตนอย่างเต็มกำลัง น่าคิดว่า
อนาคตพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ?
เราจะเป็นเหมือนอินเดีย ที่พระพุทธศาสนาสาบสูญไปหรือไม่?
ทางแก้ คือ
> การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก <
... ในครั้งพุทธกาล เมื่อตรัสรู้ธรรม ทั้งโลกมีชาวพุทธเพียง 1 ท่าน คือ พระพุทธเจ้า จากนั้นพระองค์ไปโปรดปัญจวัคคีย์ จึงเกิดพระสงฆ์ขึ้น ทำให้พระรัตนตรัยครบ 3 ทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ราว 5 เดือน หลังตรัสรู้ธรรม พระองค์ได้ประชุมพระอรหันต์สาวก 60 รูปแรกของโลก และประทานโอวาท ความตอนหนึ่งว่า
... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน
เพื่อความเอ็นดูแก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เธอจงไปคนเดียวหลายๆทาง อย่าไปทางเดียวหลายๆคน สัตว์โลกผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ผู้จักอาจรู้ทั่งถึงธรรมนั้นมีอยู่ เขาเหล่านั้นย่อมเสื่อมจากคุณที่พึงได้พึงเห็น เพราะเหตุที่ไม่ได้ฟังธรรม
แม้ตถาคตก็จะไปสู่อุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเหมือนกัน ”...
จากพุทธโอวาทนี้เราจะเห็นแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงให้เผยแผ่เชิงรุก
พระองค์ไม่ได้ให้นั่งรอคนที่วัด แต่ให้เที่ยวจาริกออกไปเผยแผ่ธรรมะสั่งสอนชาวโลก
และเนื่องจากพระสงฆ์ 60 รูปแรก เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด สามารถคุ้มครองตนเองได้ กิจในการปราบกิเลสของตนทำเสร็จแล้ว พระองค์จึงให้ไปคนเดียวหลายๆทาง เพื่อเผยแผ่ให้ได้กว้างขวางที่สุดนั่นเอง
การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีทางทำได้แน่นอน เพราะรากฐานทางพระพุทธศาสนาฝังลึกในไทยมากว่าสองพันปี ชาวพุทธไทยมีความรักผูกพันกับพระพุทธศาสนา แม้ไม่ค่อยได้เข้าวัด ไม่ค่อยได้รักษาศีล นั่งสมาธิ แต่ก็ยังรักหวงแหนพระพุทธศาสนา อยากให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคง ผู้คนมีศีลธรรม สังคมสงบร่มเย็น
ชาวพุทธที่กัมมันต์ (Active Buddhist) ทุกกลุ่ม จึงต้องเร่งขวนขวายทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลัง อยู่เฉยๆพระพุทธศาสนาจะเฉาไปเรื่อยๆ จนแห้งตายในที่สุด ต้องทำกิจกรรม อาทิ
- จัดบวชพระ บวชเณร
- จัดตักบาตร
- จัดสวดมนต์
- จัดคอร์สนั่งสมาธิ
- จัดการแสดงธรรม
- จัดธรรมยาตรา
- จัดงานสังคมสงเคราะห์
- จัดสัมมนาทางวิชาการ
ฯลฯ
*** ใครถนัดอะไรก็ให้ทำสิ่งนั้น ทุกอย่างดีทั้งนั้น เพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยชอบไม่เหมือนกัน ใครชอบแบบไหนก็ไปร่วมกิจกรรมแบบนั้น ถ้าทุกคนทุกวัด ทุกองค์กรขวนขวายช่วยกันทำกิจกรรมพุทธที่ตนมีความถนัด ภาพรวมพระพุทธศาสนาจะเกิดความคึกคัก ปลุกกระแสชาวพุทธให้ตื่นตัวหันมาสนใจพระพุทธศาสนา ภาพลักษณ์พระพุทธศาสนาดี ***
>> แต่ถ้าชาวพุทธที่กัมมันต์ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว ยังมาทะเลาะกัน โจมตีกันเองอีก ทำให้เกิดความแตกแยก ผู้คนก็จะเบื่อหน่าย พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมทรุดจนสาบสูญไปในที่สุด <<
อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากกว่าอังกฤษหลาย 10 เท่า แต่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก็เพราะอังกฤษใช้วิธีการแบ่งแยกแล้วปกครอง ยุให้แคว้นต่างๆ ของอินเดียทะเลาะรบกันเอง แล้วค่อยๆรุกคืบยึดทีละแคว้น จนยึดอินเดียได้ทั้งประเทศ
__ ชาวพุทธไทยอย่าตกในหลุมพรางทะเลาะกันเอง ขอให้สามัคคีกัน ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก ให้พระพุทธศาสนาสถิตย์สถาพรคู่ชาติไทยไปชั่วกาลนาน นำสันติสุขความร่มเย็นมาสู่สังคมไทยเถิด __
ขอบคุณที่มาเพจ :พุทธสามัคคี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น