ลองอ่านดูครับ แล้วจะรู้ อ่านให้จบ (ดีมาก) ~ ♡
20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40
1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่พอใช้ได้ก็พอ
เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมาก
พอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน
3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง
4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ "ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด"
5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมัน
จะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป
6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด
7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมด
โดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว
8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน
9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง
รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้
10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้
11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้
12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว
เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ
13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์
14. สร้างเนื้อ สร้างตัว
ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว
เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก
15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว
เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม
16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา
แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน
17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็น
พ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ
18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ
ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้
19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม
ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป
#หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !! กรุณาเเบ่งปันให้สักคมรับรู้
#ขอบคุณที่มา : Truck2Hand
by.nanasarasitthi
ทำงานอิสระ เป็นนายของตัวเอง ว่างประกอบกิจการจิตอาสาเป็นงานอดิเรก ช่วยเหลือเด็กดอยพี่น้องชาติพันธุ์ ทำงานร่วมกับโครงการพระธรรมจาริก ณ ชม. ท่องเที่ยว ขายของบนเน็ต อ่านทวีต ฟังยูทูบ เขียนบล็อก หาแรงบันใจให้ตัวเอง ปัจจุบันพบครึ่งทางละ อีกครึ่งทางผมจะไปดาวเสาร์ให้ได้ นั่นคือสิ่งที่คำนึงหาในวัยเด็ก ปล.คิดไปไกลเอง แต่ชาตินี้ขอตังสิบล้านเพื่อให้ได้มาเพื่อการเป็นนักดาราศาสตร์ที่แท้จริง
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556
คุณค่าแห่งการรู้ คุณค่าแห่งความรัก
น่าอ่านนะ เพื่อนๆ หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการ เรียนดีเยี่ยม ไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการ เห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า " เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?" เด็กหนุ่มตอบว่า " ไม่เคยครับ "
ผู้อำนวยการถามต่อว่า " คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? "
เด็กหนุ่มตอบว่า "คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับเป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม"
ผู้อำนวยการถามต่อว่า " คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? "
เด็กหนุ่มตอบว่า " คุณแม่รับจ้างซักผ้ารีดผ้า "
ผู้อำนวยการขอดููมือของเขา เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู ผู้อำนวยการถามต่อว่า " เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?"
เขาตอบว่า " ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะ ๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ "
ผู้อำนวยการบอกว่า " ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้ เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า "
ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขา จึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคน หวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่นและ เต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวัน เพื่อหารายได้มาส่งเีสียให้เขาได้เล่าเรียน รอยแผลเหล่านี้คือ ราคาทีแม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา เพื่อผลการเรียนที่ ยอดเยี่ยมของเขาและอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกัน อยู่นาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงพูดขึ้นว่า " ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ? "
เด็กหนุ่มตอบว่า " ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ "
ผู้อำนวยการบอกว่า " ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง "
เด็กหนุ่มตอบ "ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงาน ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรักและความผูกพันในครอบครัว "
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า " นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้ คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน "
ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกจ้าง ทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่ เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใคร ๆ จะต้องเชื่อฟังเขา เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น คน ลักษณะนี้อาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ ถ้าเรา เป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้ จงถามตัวเราว่า เรากำลังให้ความรัก กับลูกหรือ กำลังทำลายเขากันแน่ ?
เราให้ลูก ๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อม ๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้
แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาว แก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น
ขอบคุณบทความ & รูปภาพ : "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"
วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556
หนังสือ Push The Limit เก่งได้ไร้ขีดจำกัด
วันนี้ ขอแนะนำหนังสือ Push The Limit เก่งได้ไร้ขีดจำกัด ของ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ
ผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้หรอกครับ แต่เห็นบทความแล้ว และพอได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้นแหละครับ ทำให้อยากรีบออกจากที่ทำงาน วิ่งไปร้านหนังสือ หาหนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้ครอบครอง (อ่านด้วยครับ...เก็บไว้เดี๋ยวปลวกขึ้น) เลยทีเดียว แต่ ณ ตอนนี้ขอเกริ่นแนะนำไปก่อน ใครอยากได้มาอ่านหรือครอบครองไว้ก็ขอเชิญครับ ราคาไม่แพง หนังสือดีเสริมสร้างความรู้ แนะแนวทางเป้าหมาย เป็นแรงบันดาลใจให้ประสบความสำเร็จ คู่ควรแก่การเก็บไว้จริงๆ ขอบอก ^^ อ่านจบแล้วอย่าลืมรีบไปอุดหนุนนะครับ
เธอผู้นี้ไม่ได้โดดเด่นด้วยผลงานสร้างชื่อมากมายในประเทศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นนักวิทย์หญิงไทยที่ถูกกล่าวขานและได้รับการยอมรับในระดับเวทีโลก โดยในปี 2010 เป็นคนเอเชียคนแรกและคนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมองค์การเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นรุ่นใหม่ของโลก (Global Young Academy: GYA) ต่อมาได้เป็นคนไทยและคนใน Southeast Asia คนแรก ที่ได้รับทุนวิจัย Marie Curie Incoming International Fellowships และเป็นคนเอเชียเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญจากตัวแทนองค์ราชินีอังกฤษในประเทศแคนาดา เพื่อเข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลม
ล่าสุดได้รับการเสนอชื่อและถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ของโลกปี 2013 (Young Global Leader 2013) โดย World Economic Forum โดยรางวัลนี้คัดสรรจากบุคคลหลากหลายสาขาวิขาชีพที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ซึ่งเธอได้รับเลือกในฐานะนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่เป็นผู้นำในอนาคต
"การได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน Young Global Leader ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะว่าได้รู้จักพบปะผู้คนที่เป็นผู้นำในอนาคตของแต่ละประเทศ ได้เห็นวิสัยทัศน์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ และเป็นความภูมิใจที่เราในฐานะนักวิทยาศาสตร์ไทยได้ไปร่วมตรงนั้น"
ย้อนหลังกลับไป เส้นทางสายวิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากการสอบได้ทุนรัฐบาลตามความต้องการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โท เอก สาขาวิศวกรรมเคมี โดยปริญญาตรีเธอได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (มหาวิทยาลัยเดียวกับ บารัค โอบามา) และจบการศึกษาระดับดีเยี่ยมจนเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการจารึกชื่อเพื่อเป็นเกียรติประวัติบนป้ายจารึกของสาขาวิศวกรรมเคมีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีกด้วย
ด้วยประวัติการศึกษาที่ดีเยี่ยม เธอจึงได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและจบเป็นด็อกเตอร์สาวสวยเมื่ออายุเพียง 26 ปี ปัจจุบัน ดร.นิศรา เป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติมากกว่า 30 เรื่อง และรางวัลในเมืองไทยอีกมากมาย ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จเช่นวันนี้ เธอบอกว่าไม่ใช่เพราะความเก่ง แต่มาจากความพยายามและความชัดเจนในเป้าหมาย
ล่าสุดนอกจากผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18 ที่ผ่านมา เธอได้เปิดตัวหนังสือ “Push the Limit... เก่งได้ ไร้ขีดจำกัด” หนังสือที่บอกเล่าเคล็ดลับที่ทำให้ความสำเร็จไม่เคยเกินเอื้อมผ่านเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง
เส้นทางการดำเนินชีวิตและเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้นอาจสรุปได้จาก 4 หลักใหญ่ๆ นั่นคือ เลือกในสิ่งที่รัก ประจักษ์ในเป้าหมาย ค้นหาแรงบันดาลใจ และกัดไว้ไม่ปล่อยมัน ฟังเผินๆ อาจดูง่าย ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่ในทุกหัวข้อต่างมีรายละเอียด อย่างเช่น การเลือกในสิ่งที่รัก สำหรับบางคนอาจง่ายมากเลย แต่บางคนอาจจะไม่ใช่ เพราะบางทีสิ่งที่เรารักจริงๆ มันอาจถูกบดบังด้วยกระแสสังคม เช่น เรามักโดนกรอกหูมาตลอดเลยว่า อยากเก่งต้องเรียนสายวิทย์นะ หรือต้องเรียนวิชานี้นะถึงจะดี ถึงจะมีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งมันไม่ใช่ แล้วคุณจะเลือกสิ่งที่คุณรักจริงๆ ได้อย่างไรถ้าเรายังถูกบดบังการตัดสินใจด้วยกระแสสังคมกันอยู่
ดังนั้นสังคมก็ไม่ควรมา label ว่า คนที่เรียนวิทย์เก่งกว่าคนที่เรียนศิลป์ ควรปล่อยให้เด็กตัดสินใจเองโดยการให้เขาได้เรียนรู้ทุกวิชา พยายามไม่ตั้งแง่กับวิชาอะไรเลยจะได้เปิดใจเลือกในศาสตร์ที่ตัวเองรัก บางครั้งเราเคยเจอเพื่อนๆ ตอนเด็กถูกใส่หัวว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องยาก พอเขาได้ถูกกรอกหูเช่นนั้นเขาก็เริ่มกลัวคณิตศาสตร์ เริ่มตั้งแง่ตั้งแต่ก่อนจะเรียนเสียอีก และเมื่อพอเรียนได้ไม่ดีก็เอาพวกคำเหล่านี้มาเป็นข้อแก้ตัวเวลาทำมันไม่ดี เช่น ทุกคนบอกคณิตศาสตร์ยากเราสอบตกได้ ไม่แปลก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ดังนั้นทุกคนควรต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดใจ อย่ารีบตั้งแง่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จต้องเรียนแต่วิทยาศาสตร์ ไม่สนใจภาษาหรือสังคมเลย เราต้องเปิดใจและเปิดรับทุกๆ อย่างพร้อมๆ กัน ถึงจะวัดได้ว่าเรารักอะไรจริงๆ เพราะบางสิ่งบางอย่างคุณทำได้ดี แต่คุณไม่ได้รักมัน แต่คุณกับถูกสังคมกดดันให้คุณเลือกไปทางที่คุณไม่รักเพียงเพราะเห็นว่าคุณทำได้ดีเท่านั้น
กระแสสังคมเป็นสิ่งสำคัญมากนะ เพราะกระแสสังคมมันจะปิดบังหัวใจเด็กๆ ทำให้เด็กๆ ไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง แต่ละวันได้ยินจากสื่อ จากพ่อแม่ผู้ปกครอง บางครั้งจึงทำให้เสียงของสังคมมันดังกว่าหัวใจของเรามาก เพราะหัวใจเราดวงเล็กๆ ดวงเดียว สิ่งที่อยากบอกสังคมและผู้ปกครองคือ ทุกอาชีพถ้าคุณไม่เก่งจริง คุณไม่รุ่ง แต่คุณจะเก่งจริงได้เมื่อคุณรัก เมื่อคุณรัก คุณจะทุ่มเท ชอบ ฝึกฝนจนเก่ง อย่างน้องเมย์ หรือ รัชนก อินทนนท์ แชมป์แบดมินตัน น้องไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่พร้อมทุกอย่าง แต่น้องรักที่จะเล่นแบดมินตัน ด้วยความชอบ แล้วน้องก็ทำ ไม่ย่อท้อ และก็สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติ นี่คือตัวอย่างที่ดีจากการที่น้องเลือกในสิ่งที่รักแล้วทำมัน
สิ่งสำคัญที่ทำให้เราค้นพบสิ่งที่รักได้เร็ว เพราะเป็นคนเปิดใจและเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสทุกอย่าง เปิดใจเรียนทุกวิชา เข้าร่วมทุกกิจกรรม ทดลองทำทุกอย่างให้ได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งเรียนไปสักพักก็เริ่มรู้ว่าเราชอบเรียนคณิตศาสตร์ และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มชอบวิทยาศาสตร์ กระทั่งช่วงที่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 สอบได้คณะแพทยศาสตร์ และสอบได้ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และทุนกระทรวงต่างประเทศพร้อมๆ กัน เป็นทางเดินสามแพร่ง ระหว่างการเป็นหมอ การเป็นนักวิทยาศาสตร์และการเป็นนักการฑูต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยเราอย่างมากในการทำการบ้าน นั่นคือการหาข้อมูลร่วมกันว่าการเรียนแต่ละสาขาต่างกันอย่างไรและอาชีพที่ต้องทำหลังจบการศึกษานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งด้วยความที่ชอบเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขาจึงตัดสินใจรับทุนกระทรวงวิทย์ฯไปเรียนวิศวกรรมเคมีเพราะ เรียนแพทย์ได้เรียนแค่ชีววิทยาและเคมีเป็นหลัก ส่วนเศรษฐศาสตร์จากทุนกระทรวงต่างประเทศนั้นก็จะเน้นแค่คณิตศาสตร์ แต่เราชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขามากกว่า จึงตัดสินใจทิ้งคณะแพทย์และทุนกระทรวงต่างประเทศไป
โลกปัจจุบัน เราถูกสังคมหล่อหลอม เสียงคนอื่นดังกว่าเสียงหัวใจของเราเสมอ เราต้องพยายามอยู่ในโลกที่ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง พยายามสื่อสารให้ครอบครัวเข้าใจ และครอบครัวก็ต้องเปิดใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองทำในสิ่งที่เขารัก ส่วนตัวแล้วเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อแม่นะคะ บางครั้งพ่อแม่อาจจะรู้สึกว่าการเรียนบางสาขาอาจไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เช่นอาจมีความเชื่อว่าเรียนเรียนศิลปะแล้วจะไส้แห้ง ซึ่งพ่อแม่สามารถสื่อสารความกังวลเหล่านี้ให้ลูกเข้าใจได้ ต้องให้ข้อมูลเหล่านั้นกับเขา เช่นว่ามันมีโอกาสนะ ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณจะไม่มีงานทำ อาจจะไม่มีงานประจำให้เลือกมากนัก ถ้าหนูอยากเรียนมันอาจมีปัญหาตรงนี้ แล้วหนูจะทำอย่างไร
เราให้ข้อมูลเขาได้ แต่ไม่ใช่ปิดกั้นหรือห้ามโดยไม่ให้ข้อมูลใดๆ เลย แต่สุดท้ายเขาต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวน้องๆ เองก็ต้องเปิดรับฟังคนอื่นด้วย ต้องฟังว่าเขาเตือนเรื่องอะไร ห่วงอะไร เพราะว่าไม่มีใครรักเราเท่าครอบครัวหรอก แล้วถ้าเราพิจารณาแล้วว่าเราสามารถยอมรับกับความท้าทายของอาชีพนั้นๆได้ เราก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของเรา แต่ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในครอบครัวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นเพราะเราสื่อสารกันน้อย เราเข้าเว็บ ดูยูทูป มีมั้ยที่นั่งเฉยๆ คุยกันบนโต๊ะกินข้าวในครอบครัว แทบไม่มีเลยตอนนี้
จริงๆ อยากจะฝากสถาบันครอบครัวว่า คุณมีลูกมีหลาน นี่คืออนาคตของชาติ อนาคตบ้านเมืองอยู่ในมือคุณนะ สิ่งที่คุณทำได้คือให้ข้อมูลเขาเต็มที่แต่ไม่ได้กดดัน ให้เขาเลือกเอง แต่ถ้าให้ข้อมูลไม่ครบ เขาอาจจะเลือกผิด เพราะฉะนั้นพาไปเถอะ open house เสียเวลาแค่ 1 วัน มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตและมุมมองเขาเลยก็ได้ เช่นคุณอาจไม่เคยเข้าใจเลยว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร แค่คุณลองไป มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคิดไว้เลย นี่คือสิ่งที่อยากบอกสังคมว่าให้ข้อมูลเขาเถอะ
ส่วนของตัวเองก็เช่นเดียวกัน เราต้องยอมรับนะว่าถ้าเลือกรับทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเรียนแล้ว กลับมาต้องทำงานให้กับประเทศชาติ หรือถ้าคุณเลือกเรียนแพทย์ คุณต้องรับใช้ประชาชน คุณต้องทำงานหนักนะ ทุกอย่างนี้ต้องมีข้อมูล ข้อดีและข้อเสีย แล้วเราก็ต้องประมวลและตัดสินใจเลือกเอาเอง
การเลือกในสิ่งที่รักทำให้เราฝ่าอุปสรรคมาได้ตลอด อย่างตอนไปเรียนอเมริกาปีแรก พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องเลย พูดตรงๆ นะโทรศัพท์มาบอกแม่ว่าจะสละทุนและกลับมาสอบเป็นหมอใหม่ แต่คุณแม่ถามว่า แล้วตอนเลือกใครเลือกล่ะ ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาว่า เมื่อเราเลือกด้วยความรัก อย่าลืมว่าเราชอบอันนี้ และนี่เป็นแค่อุปสรรคซึ่งเราจะก้าวข้ามไปได้ อุปสรรคจะทำให้เราเข้มแข็ง มันแค่เครื่องมือที่ทำให้เรามีวันนี้ ถ้าไม่มีอุปสรรค เราจะไม่เก่งและไม่แกร่ง
เพราะฉะนั้นเวลามีอุปสรรคจะบอกทุกคนเลยว่า โอบกอดอุปสรรคเอาไว้ เพราะอุปสรรคทำให้เราเป็นคนพิเศษ คนเราจะเก่งพิเศษหรือดีพิเศษได้นั้น มักจะต้องมีอุปสรรคมาเป็นเครื่องพิสูจน์ บางครั้งในการทำดี รู้สึกว่าโห...เราจะทำดีสักอย่างหนึ่งทำไมมีมารผจญเยอะเหลือเกิน พวกมารผจญทั้งหลายเหล่านี้ มันทำให้เรามีคุณค่า เราผ่านพวกนี้ไปได้เราจะเข้มแข็ง แกร่งขึ้น
ในหนังสือจะเห็นว่าให้ความสำคัญกับเรื่องกัดไม่ปล่อยมาก เมื่อคุณมีอุปสรรคอย่าย่อท้อ เพราะสำหรับตัวเอง คนสองคนต่างกันไม่ไช่ด้วยมันสมองนะ สมองทุกคนมีพอๆ กัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้สมองนั้นไปสู่ความสำเร็จอย่างไร คนบางคนฉลาดมากเลย แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะหนักไม่เอา เบาไม่สู้ คือไม่มี commitment ในเป้าหมาย เจอปัญหานิดนึงก็ท้อไปแล้วก็เปลี่ยนงาน เจองานใหม่ผิดหวังนิดนึงก็เปลี่ยนอีก
คือไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนงานแย่นะคะ แต่บางอย่างต้องบอกว่า ไอ้งานที่บอกว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่จริงๆ หรือคุณยังไม่สู้กับมัน ทุกอย่างในชีวิตมีอุปสรรค ทั้งเรื่องงาน เรื่องรัก เรื่องใช้ชีวิต ทุกอย่างมีอุปสรรคหมดเลย แต่คนมักคิดว่าตัวเองเจออุปสรรคมากกว่าคนอื่น ชอบคืดว่าคนอื่นไม่เจออุปสรรค จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาเจอกันทุกคน แต่เขาไม่ได้เอาอุปสรรคมาเล่าให้ฟัง คนที่ประสบความสำเร็จเขาคิดว่าอุปสรรคเป็นแค่ฟืน เพิ่มไฟให้เขาเดินหน้า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะโอบกอดอุปสรรค บางครั้งมันทำใจยาก แต่เราต้องคิดว่าทุกครั้งที่เราก้าวผ่านอุปสรรคมาได้ เราจะเก่งขึ้นเป็นดับเบิ้ลเลย จะเก่งขึ้นแบบที่เรียกว่าอัตราเร่งสูงเลย แต่ว่าถ้าไม่มีอุปสรรคเราก็จะทำงานไปเรื่อยๆ บางครั้งความริเริ่มสร้างสรรค์มันก็ไม่เกิด บางครั้งต้องขอบคุณอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยซ้ำ
เราได้รับโอกาสเยอะมากในชีวิต ได้รับโอกาสทางการศึกษา ทำให้มีประสบการณ์ชีวิตต่างๆมากมาย โอกาสพวกนี้มันจะตายไปถ้าไม่ส่งต่อไปให้คนอื่น ซึ่งก็มีคนที่คิดเหมือนกันอยากส่งต่อประสบการณ์ แชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับการฝ่าฝันอุปสรรคให้กับรุ่นน้องและคนอื่นๆ พวกเราก็พยายามเป็นพี่เลี้ยงและแชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับเหล่านี้ให้กับนักเรียนทุนที่จบใหม่เพิ่งเข้ามาทำงาน เพื่อให้เขาไม่ท้อ เพราะงานด้านนี้ถือเป็นงานท้าทาย และประเทศไทยไม่ได้ลงทุนกับงานด้านวิทยาศาสตร์มากพอ เมื่อกลับมาแล้วมันอาจจะมีการท้อ หรืออาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร นั่นเท่ากับคุณกำลังสูญเสียทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ เราจึงพยายามผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ช่วยเป็นโค้ช สร้างเครือข่ายให้เขา เขาจะได้ไม่ท้อ แล้วเราก็จะมีคนที่ทำงานดีๆ ให้กับสังคมมากขึ้น
ดังนั้นตอนนี้นอกจากทำงานวิจัยที่เรียกว่าเป็นอาชีพหลักที่เรารักและเป็นงานเต็มเวลาแล้ว ถ้ามีเวลาก็อยากจะเจียดเวลาเพื่อการศึกษา อยากช่วยให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีรากฐานของความรู้ หรือ Knowledge-based society ซึ่งนั้นไม่ใช่แค่กาทำวิจัยและตีพิมพ์ผลงาน แต่ต้องช่วยเพิ่มบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มความรู้ให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามทำให้ได้
ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญกับความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพออย่างแน่นอน ปัญหาแรกคือการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน เราแบ่งให้เด็กเรียนสายวิทย์สายศิลป์เร็วมากๆ จนน้องๆ ที่เรียนสายศิลป์ตอนม. ปลายไม่ได้มีโอกาสที่จะเรียนพื้นฐานวิทยาศาสตร์เพียงพอซึ่งอาจทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์ และอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือการขาดการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดี นั่นหมายถึงทั้งนักวิทยาศาสตร์และสื่อต้องร่วมกันรณรงค์เรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์เองต้องตระหนักว่าการสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่าที่ทำวิจัยกันอยู่นั้นจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร และสื่อเองก็ต้องให้พื้นที่กับนักวิทยาศาสตร์และให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์อีกด้วย เชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมกันที่จะผลักดันให้บ้านเมืองของเราเป็นสังคมแห่งปัญญาที่ใช้เหตุและผล ใช้ตรรกะในการแก้ปัญหา บ้านเมืองของเราจะเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
โดยส่วนตัวไม่เคยคิดว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คิดแค่ว่าเราเป็นคนหนึ่งคนที่มีศักยภาพเท่าเทียบกับคนอื่น ดังนั้นเมื่อต้องไปทำงานอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็จะทำอย่างเต็มที่ ไม่เคยคิดว่า การเป็นผู้หญิงนั้นเป็นจุดอ่อนของเรา หรือเอาความเป็นผู้หญิงมาเป็นจุดขาย ในทางตรงกันข้ามการที่เราเป็นผู้หญิงไทยที่ได้มีโอกาสในการไปทำงานกับนานาชาติและเขาให้การยอมรับนั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ไม่ได้ภูมิใจที่เป็นนิศรา แต่ภูมิใจที่เขาให้การยอมรับกับคนที่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เขายอมรับผู้หญิงไทย เราจึงต้องมุ่งมั้นตั้งใจทำทุกงานให้ประสบความสำเร็จเพื่อหวังว่านานาชาติจะมีทัศนคติที่ดีกับผู้หญิงไทยและคนไทยค่ะ
Push the Limit คือคติอันสำคัญ เราพยายามใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่และพยายามเพิ่มพูนศักยภาพให้ดีขึ้นตลอด โดยส่วนตัวแล้วอยากใช้ศักยภาพของเราทั้งหมดให้เป็นคนดีและคนเก่ง เพื่อทำงานคืนกลับสู่สังคม ไม่ว่าจะในฐานะนักวิทยาศาตร์ที่ต้องพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมหรือในฐานะประชาชนที่ต้องพยายามแทนคุณแผ่นดิน
นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นสัตว์สังคม เป็นส่วนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมขับเคลื่อนไปในทางที่ดี พวกเรามีเจตนารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือพยายามวิจัยและพัฒนาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคม นักวิทยาศาสตร์นั้นไม่เพียงแต่สนใจปัญหาสังคม แต่พวกเราทำมากกว่าแค่คำว่าสนใจ เพราะพวกเราเอาปัญหาสังคมมาแก้กันจริงๆ บทบาทที่เราทำกันทุกวันอย่างหามรุ่งหามค่ำ คือการนำพาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของพี่น้องชาวไทย เรื่องความมั่นคงและมั่งคั่งของชาติ อาทิเช่น การเข้าไปช่วยอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศโดยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ แต่ถ้าถามเรื่องการเมือง ก็ต้องถือว่านักวิทยาศาตร์เป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการเมืองในฐานะประชาชนไทยที่ดี
จริงๆ เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะเขียนหนังสือเลยนะ เพราะเราก็ไม่คิดว่าเราเป็นคนเก่งเหนือกว่าใครเลย แต่พอได้มีโอกาสบรรยาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้น้องๆนักเรียน นักศึกษา คุณครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง ก็เริ่มมีน้องๆ ผู้ปกครอง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานเข้ามาพูดกับเราเสมอว่า การที่ไปบรรยายนี้ดีเพราะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาได้ แต่กลุ่มคนที่มีโอกาสได้ฟังยังเป็นกลุ่มเล็กๆ และอีกอย่างหนึ่งคือในช่วงแรกที่คนฟังได้ฟังอาจยังฮึกเหิม มุ่งมั่น แต่พอผ่านไปสัก 3 ชั่วโมง แรงเริ่มตก ลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เราสื่อสารคืออะไร พูดอะไร
หลายๆ คนจึงอยากให้เราทำเป็นสื่อถาวรที่จับต้องไป เพราะว่าวันหนึ่งถ้าพวกเขาหมดแรงไป พวกเขาก็ยังคงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ สำหรับบางคนอาจจะมีแค่บทเดียวที่ทำให้เขาฮึกเหิม มีแรงมาใหม่ เขาก็กลับไปอ่านแค่บทนั้นก็ได้ มันก็เหมือนเรานะ เวลาอ่านหนังสือ บางทีหนังสือทั้งเล่ม อาจจะมีหน้าหนึ่งที่พอเราอ่านแล้วเปลี่ยนความคิด พลิกชีวิตเราได้เลย ตอนนั้นก็คิดอยู่นานเหมือนกัน พอมีแรงกระตุ้นมากๆ เข้า จนเรารู้สึกว่าถ้าชีวิตธรรมดาๆ ของเรา ซึ่งไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย หรือเพียบพร้อมมากมาย เพียงแต่ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มุ่งมั่นอย่างมีหลักการ และตั้งมั่นกับเป้าหมายเท่านั้น หากประสบการณ์การใช้ชีวิตของเราจะสามารถนำพาเยาวชน หรือบุคคลอื่นๆ ไปสู่เส้นทางความสำเร็จได้ ก็จะเป็นความยินดีอย่างมาก เลยได้ตกลงที่จะเขียนหนังสือขึ้นมา
อีกเหตุผลหนึ่งคือ อยากตอบแทนคุณพ่อคุณแม่ เพราะหลายๆ อย่างเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่พิถีพิถันเลี้ยงดูเรามา คำพูด คำสั่งสอนๆ หลายอย่าง มาจนถึงวันนี้เรายังจำได้เลยนะ บางอย่างก็เป็นเคล็ดลับการเลี้ยงดูที่อาจช่วยผู้ปกครองท่านอื่นๆ ได้
คิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นแนวทาง และบอกได้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ประสบความสำเร็จได้ อยากประสบความสำเร็จ เรามีเคล็ดลับที่ใช้จริง เป็นประสบการณ์จริง ไม่กั๊กเลย เพื่อว่าคนอ่านอาจจะเลือกไปใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง หรืออาจจะเลือกบางข้อไปประยุกต์ใช้กับบางสถานการณ์
อยากบอกว่าทุกอย่างไร้ขีดจำกัด ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจ ถ้าเราอยากพัฒนาประเทศชาติ เราต้องพัฒนาบุคคลากรที่เป็นคนดีและคนเก่ง ถ้าเก่งอย่างเดียวประเทศชาติจะไม่ไป ต้องเป็นคนดีและคนเก่งประเทศชาติถึงจะเจริญ ถ้าหนังสือเล่มนี้จะช่วยประเทศอันเป็นที่รักของเรามีคนดี คนเก่งเพิ่มขึ้นมาแม้จะแค่คนเดียวก็ดีใจมากแล้ว ที่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
สุดท้ายก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้นอกจากจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จแล้ว จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำความดี การทำความดีไม่ยากอย่างที่คิดและการทำความดีจะสร้างความปิติให้กับทุกคน ประเทศชาติจะเต็มไปด้วยความสุขและความเจริญ
ผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้หรอกครับ แต่เห็นบทความแล้ว และพอได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้นแหละครับ ทำให้อยากรีบออกจากที่ทำงาน วิ่งไปร้านหนังสือ หาหนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้ครอบครอง (อ่านด้วยครับ...เก็บไว้เดี๋ยวปลวกขึ้น) เลยทีเดียว แต่ ณ ตอนนี้ขอเกริ่นแนะนำไปก่อน ใครอยากได้มาอ่านหรือครอบครองไว้ก็ขอเชิญครับ ราคาไม่แพง หนังสือดีเสริมสร้างความรู้ แนะแนวทางเป้าหมาย เป็นแรงบันดาลใจให้ประสบความสำเร็จ คู่ควรแก่การเก็บไว้จริงๆ ขอบอก ^^ อ่านจบแล้วอย่าลืมรีบไปอุดหนุนนะครับ
Push the limit ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ
หากเอ่ยถึงนักวิทยาศาสตร์หญิงชั้นนำของเมืองไทย ลำดับต้นๆ ต้องมีชื่อของ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ
เธอผู้นี้ไม่ได้โดดเด่นด้วยผลงานสร้างชื่อมากมายในประเทศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นนักวิทย์หญิงไทยที่ถูกกล่าวขานและได้รับการยอมรับในระดับเวทีโลก โดยในปี 2010 เป็นคนเอเชียคนแรกและคนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมองค์การเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นรุ่นใหม่ของโลก (Global Young Academy: GYA) ต่อมาได้เป็นคนไทยและคนใน Southeast Asia คนแรก ที่ได้รับทุนวิจัย Marie Curie Incoming International Fellowships และเป็นคนเอเชียเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญจากตัวแทนองค์ราชินีอังกฤษในประเทศแคนาดา เพื่อเข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลม
ล่าสุดได้รับการเสนอชื่อและถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ของโลกปี 2013 (Young Global Leader 2013) โดย World Economic Forum โดยรางวัลนี้คัดสรรจากบุคคลหลากหลายสาขาวิขาชีพที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ซึ่งเธอได้รับเลือกในฐานะนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่เป็นผู้นำในอนาคต
"การได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน Young Global Leader ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะว่าได้รู้จักพบปะผู้คนที่เป็นผู้นำในอนาคตของแต่ละประเทศ ได้เห็นวิสัยทัศน์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ และเป็นความภูมิใจที่เราในฐานะนักวิทยาศาสตร์ไทยได้ไปร่วมตรงนั้น"
ย้อนหลังกลับไป เส้นทางสายวิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากการสอบได้ทุนรัฐบาลตามความต้องการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โท เอก สาขาวิศวกรรมเคมี โดยปริญญาตรีเธอได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (มหาวิทยาลัยเดียวกับ บารัค โอบามา) และจบการศึกษาระดับดีเยี่ยมจนเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการจารึกชื่อเพื่อเป็นเกียรติประวัติบนป้ายจารึกของสาขาวิศวกรรมเคมีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีกด้วย
ด้วยประวัติการศึกษาที่ดีเยี่ยม เธอจึงได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและจบเป็นด็อกเตอร์สาวสวยเมื่ออายุเพียง 26 ปี ปัจจุบัน ดร.นิศรา เป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติมากกว่า 30 เรื่อง และรางวัลในเมืองไทยอีกมากมาย ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จเช่นวันนี้ เธอบอกว่าไม่ใช่เพราะความเก่ง แต่มาจากความพยายามและความชัดเจนในเป้าหมาย
ล่าสุดนอกจากผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18 ที่ผ่านมา เธอได้เปิดตัวหนังสือ “Push the Limit... เก่งได้ ไร้ขีดจำกัด” หนังสือที่บอกเล่าเคล็ดลับที่ทำให้ความสำเร็จไม่เคยเกินเอื้อมผ่านเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง
-คิดว่าอะไรที่ทำให้ก้าวมาถึงจุดนี้
เส้นทางการดำเนินชีวิตและเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้นอาจสรุปได้จาก 4 หลักใหญ่ๆ นั่นคือ เลือกในสิ่งที่รัก ประจักษ์ในเป้าหมาย ค้นหาแรงบันดาลใจ และกัดไว้ไม่ปล่อยมัน ฟังเผินๆ อาจดูง่าย ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่ในทุกหัวข้อต่างมีรายละเอียด อย่างเช่น การเลือกในสิ่งที่รัก สำหรับบางคนอาจง่ายมากเลย แต่บางคนอาจจะไม่ใช่ เพราะบางทีสิ่งที่เรารักจริงๆ มันอาจถูกบดบังด้วยกระแสสังคม เช่น เรามักโดนกรอกหูมาตลอดเลยว่า อยากเก่งต้องเรียนสายวิทย์นะ หรือต้องเรียนวิชานี้นะถึงจะดี ถึงจะมีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งมันไม่ใช่ แล้วคุณจะเลือกสิ่งที่คุณรักจริงๆ ได้อย่างไรถ้าเรายังถูกบดบังการตัดสินใจด้วยกระแสสังคมกันอยู่
ดังนั้นสังคมก็ไม่ควรมา label ว่า คนที่เรียนวิทย์เก่งกว่าคนที่เรียนศิลป์ ควรปล่อยให้เด็กตัดสินใจเองโดยการให้เขาได้เรียนรู้ทุกวิชา พยายามไม่ตั้งแง่กับวิชาอะไรเลยจะได้เปิดใจเลือกในศาสตร์ที่ตัวเองรัก บางครั้งเราเคยเจอเพื่อนๆ ตอนเด็กถูกใส่หัวว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องยาก พอเขาได้ถูกกรอกหูเช่นนั้นเขาก็เริ่มกลัวคณิตศาสตร์ เริ่มตั้งแง่ตั้งแต่ก่อนจะเรียนเสียอีก และเมื่อพอเรียนได้ไม่ดีก็เอาพวกคำเหล่านี้มาเป็นข้อแก้ตัวเวลาทำมันไม่ดี เช่น ทุกคนบอกคณิตศาสตร์ยากเราสอบตกได้ ไม่แปลก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ดังนั้นทุกคนควรต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดใจ อย่ารีบตั้งแง่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จต้องเรียนแต่วิทยาศาสตร์ ไม่สนใจภาษาหรือสังคมเลย เราต้องเปิดใจและเปิดรับทุกๆ อย่างพร้อมๆ กัน ถึงจะวัดได้ว่าเรารักอะไรจริงๆ เพราะบางสิ่งบางอย่างคุณทำได้ดี แต่คุณไม่ได้รักมัน แต่คุณกับถูกสังคมกดดันให้คุณเลือกไปทางที่คุณไม่รักเพียงเพราะเห็นว่าคุณทำได้ดีเท่านั้น
กระแสสังคมเป็นสิ่งสำคัญมากนะ เพราะกระแสสังคมมันจะปิดบังหัวใจเด็กๆ ทำให้เด็กๆ ไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง แต่ละวันได้ยินจากสื่อ จากพ่อแม่ผู้ปกครอง บางครั้งจึงทำให้เสียงของสังคมมันดังกว่าหัวใจของเรามาก เพราะหัวใจเราดวงเล็กๆ ดวงเดียว สิ่งที่อยากบอกสังคมและผู้ปกครองคือ ทุกอาชีพถ้าคุณไม่เก่งจริง คุณไม่รุ่ง แต่คุณจะเก่งจริงได้เมื่อคุณรัก เมื่อคุณรัก คุณจะทุ่มเท ชอบ ฝึกฝนจนเก่ง อย่างน้องเมย์ หรือ รัชนก อินทนนท์ แชมป์แบดมินตัน น้องไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่พร้อมทุกอย่าง แต่น้องรักที่จะเล่นแบดมินตัน ด้วยความชอบ แล้วน้องก็ทำ ไม่ย่อท้อ และก็สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติ นี่คือตัวอย่างที่ดีจากการที่น้องเลือกในสิ่งที่รักแล้วทำมัน
-แล้วคุณค้นหาสิ่งที่รักเจอได้อย่างไร
สิ่งสำคัญที่ทำให้เราค้นพบสิ่งที่รักได้เร็ว เพราะเป็นคนเปิดใจและเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสทุกอย่าง เปิดใจเรียนทุกวิชา เข้าร่วมทุกกิจกรรม ทดลองทำทุกอย่างให้ได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งเรียนไปสักพักก็เริ่มรู้ว่าเราชอบเรียนคณิตศาสตร์ และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มชอบวิทยาศาสตร์ กระทั่งช่วงที่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 สอบได้คณะแพทยศาสตร์ และสอบได้ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และทุนกระทรวงต่างประเทศพร้อมๆ กัน เป็นทางเดินสามแพร่ง ระหว่างการเป็นหมอ การเป็นนักวิทยาศาสตร์และการเป็นนักการฑูต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยเราอย่างมากในการทำการบ้าน นั่นคือการหาข้อมูลร่วมกันว่าการเรียนแต่ละสาขาต่างกันอย่างไรและอาชีพที่ต้องทำหลังจบการศึกษานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งด้วยความที่ชอบเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขาจึงตัดสินใจรับทุนกระทรวงวิทย์ฯไปเรียนวิศวกรรมเคมีเพราะ เรียนแพทย์ได้เรียนแค่ชีววิทยาและเคมีเป็นหลัก ส่วนเศรษฐศาสตร์จากทุนกระทรวงต่างประเทศนั้นก็จะเน้นแค่คณิตศาสตร์ แต่เราชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขามากกว่า จึงตัดสินใจทิ้งคณะแพทย์และทุนกระทรวงต่างประเทศไป
-แต่สำหรับเด็กทั่วไปไม่ใช่เรื่องง่ายเลย?
โลกปัจจุบัน เราถูกสังคมหล่อหลอม เสียงคนอื่นดังกว่าเสียงหัวใจของเราเสมอ เราต้องพยายามอยู่ในโลกที่ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง พยายามสื่อสารให้ครอบครัวเข้าใจ และครอบครัวก็ต้องเปิดใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองทำในสิ่งที่เขารัก ส่วนตัวแล้วเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อแม่นะคะ บางครั้งพ่อแม่อาจจะรู้สึกว่าการเรียนบางสาขาอาจไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เช่นอาจมีความเชื่อว่าเรียนเรียนศิลปะแล้วจะไส้แห้ง ซึ่งพ่อแม่สามารถสื่อสารความกังวลเหล่านี้ให้ลูกเข้าใจได้ ต้องให้ข้อมูลเหล่านั้นกับเขา เช่นว่ามันมีโอกาสนะ ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณจะไม่มีงานทำ อาจจะไม่มีงานประจำให้เลือกมากนัก ถ้าหนูอยากเรียนมันอาจมีปัญหาตรงนี้ แล้วหนูจะทำอย่างไร
เราให้ข้อมูลเขาได้ แต่ไม่ใช่ปิดกั้นหรือห้ามโดยไม่ให้ข้อมูลใดๆ เลย แต่สุดท้ายเขาต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวน้องๆ เองก็ต้องเปิดรับฟังคนอื่นด้วย ต้องฟังว่าเขาเตือนเรื่องอะไร ห่วงอะไร เพราะว่าไม่มีใครรักเราเท่าครอบครัวหรอก แล้วถ้าเราพิจารณาแล้วว่าเราสามารถยอมรับกับความท้าทายของอาชีพนั้นๆได้ เราก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของเรา แต่ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในครอบครัวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นเพราะเราสื่อสารกันน้อย เราเข้าเว็บ ดูยูทูป มีมั้ยที่นั่งเฉยๆ คุยกันบนโต๊ะกินข้าวในครอบครัว แทบไม่มีเลยตอนนี้
จริงๆ อยากจะฝากสถาบันครอบครัวว่า คุณมีลูกมีหลาน นี่คืออนาคตของชาติ อนาคตบ้านเมืองอยู่ในมือคุณนะ สิ่งที่คุณทำได้คือให้ข้อมูลเขาเต็มที่แต่ไม่ได้กดดัน ให้เขาเลือกเอง แต่ถ้าให้ข้อมูลไม่ครบ เขาอาจจะเลือกผิด เพราะฉะนั้นพาไปเถอะ open house เสียเวลาแค่ 1 วัน มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตและมุมมองเขาเลยก็ได้ เช่นคุณอาจไม่เคยเข้าใจเลยว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร แค่คุณลองไป มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคิดไว้เลย นี่คือสิ่งที่อยากบอกสังคมว่าให้ข้อมูลเขาเถอะ
ส่วนของตัวเองก็เช่นเดียวกัน เราต้องยอมรับนะว่าถ้าเลือกรับทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเรียนแล้ว กลับมาต้องทำงานให้กับประเทศชาติ หรือถ้าคุณเลือกเรียนแพทย์ คุณต้องรับใช้ประชาชน คุณต้องทำงานหนักนะ ทุกอย่างนี้ต้องมีข้อมูล ข้อดีและข้อเสีย แล้วเราก็ต้องประมวลและตัดสินใจเลือกเอาเอง
-นอกจากเคล็ดลับความสำเร็จแล้ว เคยเจออุปสรรคบ้างไหม แล้วมีวิธีการจัดการกับอุปสรรคอย่างไร
การเลือกในสิ่งที่รักทำให้เราฝ่าอุปสรรคมาได้ตลอด อย่างตอนไปเรียนอเมริกาปีแรก พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องเลย พูดตรงๆ นะโทรศัพท์มาบอกแม่ว่าจะสละทุนและกลับมาสอบเป็นหมอใหม่ แต่คุณแม่ถามว่า แล้วตอนเลือกใครเลือกล่ะ ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาว่า เมื่อเราเลือกด้วยความรัก อย่าลืมว่าเราชอบอันนี้ และนี่เป็นแค่อุปสรรคซึ่งเราจะก้าวข้ามไปได้ อุปสรรคจะทำให้เราเข้มแข็ง มันแค่เครื่องมือที่ทำให้เรามีวันนี้ ถ้าไม่มีอุปสรรค เราจะไม่เก่งและไม่แกร่ง
เพราะฉะนั้นเวลามีอุปสรรคจะบอกทุกคนเลยว่า โอบกอดอุปสรรคเอาไว้ เพราะอุปสรรคทำให้เราเป็นคนพิเศษ คนเราจะเก่งพิเศษหรือดีพิเศษได้นั้น มักจะต้องมีอุปสรรคมาเป็นเครื่องพิสูจน์ บางครั้งในการทำดี รู้สึกว่าโห...เราจะทำดีสักอย่างหนึ่งทำไมมีมารผจญเยอะเหลือเกิน พวกมารผจญทั้งหลายเหล่านี้ มันทำให้เรามีคุณค่า เราผ่านพวกนี้ไปได้เราจะเข้มแข็ง แกร่งขึ้น
ในหนังสือจะเห็นว่าให้ความสำคัญกับเรื่องกัดไม่ปล่อยมาก เมื่อคุณมีอุปสรรคอย่าย่อท้อ เพราะสำหรับตัวเอง คนสองคนต่างกันไม่ไช่ด้วยมันสมองนะ สมองทุกคนมีพอๆ กัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้สมองนั้นไปสู่ความสำเร็จอย่างไร คนบางคนฉลาดมากเลย แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะหนักไม่เอา เบาไม่สู้ คือไม่มี commitment ในเป้าหมาย เจอปัญหานิดนึงก็ท้อไปแล้วก็เปลี่ยนงาน เจองานใหม่ผิดหวังนิดนึงก็เปลี่ยนอีก
คือไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนงานแย่นะคะ แต่บางอย่างต้องบอกว่า ไอ้งานที่บอกว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่จริงๆ หรือคุณยังไม่สู้กับมัน ทุกอย่างในชีวิตมีอุปสรรค ทั้งเรื่องงาน เรื่องรัก เรื่องใช้ชีวิต ทุกอย่างมีอุปสรรคหมดเลย แต่คนมักคิดว่าตัวเองเจออุปสรรคมากกว่าคนอื่น ชอบคืดว่าคนอื่นไม่เจออุปสรรค จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาเจอกันทุกคน แต่เขาไม่ได้เอาอุปสรรคมาเล่าให้ฟัง คนที่ประสบความสำเร็จเขาคิดว่าอุปสรรคเป็นแค่ฟืน เพิ่มไฟให้เขาเดินหน้า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะโอบกอดอุปสรรค บางครั้งมันทำใจยาก แต่เราต้องคิดว่าทุกครั้งที่เราก้าวผ่านอุปสรรคมาได้ เราจะเก่งขึ้นเป็นดับเบิ้ลเลย จะเก่งขึ้นแบบที่เรียกว่าอัตราเร่งสูงเลย แต่ว่าถ้าไม่มีอุปสรรคเราก็จะทำงานไปเรื่อยๆ บางครั้งความริเริ่มสร้างสรรค์มันก็ไม่เกิด บางครั้งต้องขอบคุณอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยซ้ำ
-ทราบมาว่านอกจากการเป็นนักวิจัยแล้ว ยังทำงานจิตอาสาในนาม TYSA (Thai Young Scientists Academy) ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ด้วย?
เราได้รับโอกาสเยอะมากในชีวิต ได้รับโอกาสทางการศึกษา ทำให้มีประสบการณ์ชีวิตต่างๆมากมาย โอกาสพวกนี้มันจะตายไปถ้าไม่ส่งต่อไปให้คนอื่น ซึ่งก็มีคนที่คิดเหมือนกันอยากส่งต่อประสบการณ์ แชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับการฝ่าฝันอุปสรรคให้กับรุ่นน้องและคนอื่นๆ พวกเราก็พยายามเป็นพี่เลี้ยงและแชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับเหล่านี้ให้กับนักเรียนทุนที่จบใหม่เพิ่งเข้ามาทำงาน เพื่อให้เขาไม่ท้อ เพราะงานด้านนี้ถือเป็นงานท้าทาย และประเทศไทยไม่ได้ลงทุนกับงานด้านวิทยาศาสตร์มากพอ เมื่อกลับมาแล้วมันอาจจะมีการท้อ หรืออาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร นั่นเท่ากับคุณกำลังสูญเสียทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ เราจึงพยายามผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ช่วยเป็นโค้ช สร้างเครือข่ายให้เขา เขาจะได้ไม่ท้อ แล้วเราก็จะมีคนที่ทำงานดีๆ ให้กับสังคมมากขึ้น
ดังนั้นตอนนี้นอกจากทำงานวิจัยที่เรียกว่าเป็นอาชีพหลักที่เรารักและเป็นงานเต็มเวลาแล้ว ถ้ามีเวลาก็อยากจะเจียดเวลาเพื่อการศึกษา อยากช่วยให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีรากฐานของความรู้ หรือ Knowledge-based society ซึ่งนั้นไม่ใช่แค่กาทำวิจัยและตีพิมพ์ผลงาน แต่ต้องช่วยเพิ่มบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มความรู้ให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามทำให้ได้
-คิดว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพียงพอหรือยัง?
ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญกับความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพออย่างแน่นอน ปัญหาแรกคือการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน เราแบ่งให้เด็กเรียนสายวิทย์สายศิลป์เร็วมากๆ จนน้องๆ ที่เรียนสายศิลป์ตอนม. ปลายไม่ได้มีโอกาสที่จะเรียนพื้นฐานวิทยาศาสตร์เพียงพอซึ่งอาจทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์ และอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือการขาดการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดี นั่นหมายถึงทั้งนักวิทยาศาสตร์และสื่อต้องร่วมกันรณรงค์เรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์เองต้องตระหนักว่าการสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่าที่ทำวิจัยกันอยู่นั้นจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร และสื่อเองก็ต้องให้พื้นที่กับนักวิทยาศาสตร์และให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์อีกด้วย เชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมกันที่จะผลักดันให้บ้านเมืองของเราเป็นสังคมแห่งปัญญาที่ใช้เหตุและผล ใช้ตรรกะในการแก้ปัญหา บ้านเมืองของเราจะเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
โดยส่วนตัวเชื่ออย่างยิ่งว่าเมื่อไหร่ประชาชนให้ความสำคัญกับความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ขนาดที่ใช้นโยบายในการสนับสนุนการศึกษาและวิทยาศาสตร์ของพรรคการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินว่าจะเลือกใครเข้าสภาไปบริหารประเทศ เมื่อนั้นเราถึงจะเรียกว่าสังคมให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์
-ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนในเวทีระดับนานาชาติ รู้สึกอย่างไร
โดยส่วนตัวไม่เคยคิดว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คิดแค่ว่าเราเป็นคนหนึ่งคนที่มีศักยภาพเท่าเทียบกับคนอื่น ดังนั้นเมื่อต้องไปทำงานอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็จะทำอย่างเต็มที่ ไม่เคยคิดว่า การเป็นผู้หญิงนั้นเป็นจุดอ่อนของเรา หรือเอาความเป็นผู้หญิงมาเป็นจุดขาย ในทางตรงกันข้ามการที่เราเป็นผู้หญิงไทยที่ได้มีโอกาสในการไปทำงานกับนานาชาติและเขาให้การยอมรับนั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ไม่ได้ภูมิใจที่เป็นนิศรา แต่ภูมิใจที่เขาให้การยอมรับกับคนที่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เขายอมรับผู้หญิงไทย เราจึงต้องมุ่งมั้นตั้งใจทำทุกงานให้ประสบความสำเร็จเพื่อหวังว่านานาชาติจะมีทัศนคติที่ดีกับผู้หญิงไทยและคนไทยค่ะ
-อะไรคือคติที่ยึดถือในการทำงานและการดำเนินชีวิต
Push the Limit คือคติอันสำคัญ เราพยายามใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่และพยายามเพิ่มพูนศักยภาพให้ดีขึ้นตลอด โดยส่วนตัวแล้วอยากใช้ศักยภาพของเราทั้งหมดให้เป็นคนดีและคนเก่ง เพื่อทำงานคืนกลับสู่สังคม ไม่ว่าจะในฐานะนักวิทยาศาตร์ที่ต้องพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมหรือในฐานะประชาชนที่ต้องพยายามแทนคุณแผ่นดิน
-คิดว่านักวิทยาศาสตร์ควรแสดงบทบาทในทางสังคมมากน้อยแค่ไหน
นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นสัตว์สังคม เป็นส่วนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมขับเคลื่อนไปในทางที่ดี พวกเรามีเจตนารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือพยายามวิจัยและพัฒนาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคม นักวิทยาศาสตร์นั้นไม่เพียงแต่สนใจปัญหาสังคม แต่พวกเราทำมากกว่าแค่คำว่าสนใจ เพราะพวกเราเอาปัญหาสังคมมาแก้กันจริงๆ บทบาทที่เราทำกันทุกวันอย่างหามรุ่งหามค่ำ คือการนำพาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของพี่น้องชาวไทย เรื่องความมั่นคงและมั่งคั่งของชาติ อาทิเช่น การเข้าไปช่วยอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศโดยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ แต่ถ้าถามเรื่องการเมือง ก็ต้องถือว่านักวิทยาศาตร์เป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการเมืองในฐานะประชาชนไทยที่ดี
-กับผลงานหนังสือเล่มแรก อะไรคือแรงบันดาลใจให้หันมาจับปากกา
จริงๆ เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะเขียนหนังสือเลยนะ เพราะเราก็ไม่คิดว่าเราเป็นคนเก่งเหนือกว่าใครเลย แต่พอได้มีโอกาสบรรยาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้น้องๆนักเรียน นักศึกษา คุณครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง ก็เริ่มมีน้องๆ ผู้ปกครอง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานเข้ามาพูดกับเราเสมอว่า การที่ไปบรรยายนี้ดีเพราะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาได้ แต่กลุ่มคนที่มีโอกาสได้ฟังยังเป็นกลุ่มเล็กๆ และอีกอย่างหนึ่งคือในช่วงแรกที่คนฟังได้ฟังอาจยังฮึกเหิม มุ่งมั่น แต่พอผ่านไปสัก 3 ชั่วโมง แรงเริ่มตก ลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เราสื่อสารคืออะไร พูดอะไร
หลายๆ คนจึงอยากให้เราทำเป็นสื่อถาวรที่จับต้องไป เพราะว่าวันหนึ่งถ้าพวกเขาหมดแรงไป พวกเขาก็ยังคงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ สำหรับบางคนอาจจะมีแค่บทเดียวที่ทำให้เขาฮึกเหิม มีแรงมาใหม่ เขาก็กลับไปอ่านแค่บทนั้นก็ได้ มันก็เหมือนเรานะ เวลาอ่านหนังสือ บางทีหนังสือทั้งเล่ม อาจจะมีหน้าหนึ่งที่พอเราอ่านแล้วเปลี่ยนความคิด พลิกชีวิตเราได้เลย ตอนนั้นก็คิดอยู่นานเหมือนกัน พอมีแรงกระตุ้นมากๆ เข้า จนเรารู้สึกว่าถ้าชีวิตธรรมดาๆ ของเรา ซึ่งไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย หรือเพียบพร้อมมากมาย เพียงแต่ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มุ่งมั่นอย่างมีหลักการ และตั้งมั่นกับเป้าหมายเท่านั้น หากประสบการณ์การใช้ชีวิตของเราจะสามารถนำพาเยาวชน หรือบุคคลอื่นๆ ไปสู่เส้นทางความสำเร็จได้ ก็จะเป็นความยินดีอย่างมาก เลยได้ตกลงที่จะเขียนหนังสือขึ้นมา
อีกเหตุผลหนึ่งคือ อยากตอบแทนคุณพ่อคุณแม่ เพราะหลายๆ อย่างเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่พิถีพิถันเลี้ยงดูเรามา คำพูด คำสั่งสอนๆ หลายอย่าง มาจนถึงวันนี้เรายังจำได้เลยนะ บางอย่างก็เป็นเคล็ดลับการเลี้ยงดูที่อาจช่วยผู้ปกครองท่านอื่นๆ ได้
-คิดว่าคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
คิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นแนวทาง และบอกได้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ประสบความสำเร็จได้ อยากประสบความสำเร็จ เรามีเคล็ดลับที่ใช้จริง เป็นประสบการณ์จริง ไม่กั๊กเลย เพื่อว่าคนอ่านอาจจะเลือกไปใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง หรืออาจจะเลือกบางข้อไปประยุกต์ใช้กับบางสถานการณ์
อยากบอกว่าทุกอย่างไร้ขีดจำกัด ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจ ถ้าเราอยากพัฒนาประเทศชาติ เราต้องพัฒนาบุคคลากรที่เป็นคนดีและคนเก่ง ถ้าเก่งอย่างเดียวประเทศชาติจะไม่ไป ต้องเป็นคนดีและคนเก่งประเทศชาติถึงจะเจริญ ถ้าหนังสือเล่มนี้จะช่วยประเทศอันเป็นที่รักของเรามีคนดี คนเก่งเพิ่มขึ้นมาแม้จะแค่คนเดียวก็ดีใจมากแล้ว ที่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
สุดท้ายก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้นอกจากจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จแล้ว จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำความดี การทำความดีไม่ยากอย่างที่คิดและการทำความดีจะสร้างความปิติให้กับทุกคน ประเทศชาติจะเต็มไปด้วยความสุขและความเจริญ
ขอบคุณที่มา :http://www.bangkokbiznews.com
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เรื่องจริงของชีวิต 10 ปี 7 ครั้ง
โกวเล้งเขียนไว้ในนิยายของเขาว่า...
"ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน"
ถ้าคนเราอายุเฉลี่ย 70 ปี
เราก็มี 10 ปี แค่ 7 ครั้ง
๐ สิบปีแรก..หมดไปกับ ความไร้เดียงสา
๐ สิบปีต่อมา..หมดไปกับ การศึกษาเล่าเรียน
๐ สิบปีต่อมา.หมดไปกับ การทำงานและการใช้ชีวิต
๐ สิบปีต่อมา..หมดไปกับ การสร้างฐานะ สร้างครอบครัว
๐ สิบปีต่อมา..หมดไปกับ การลงหลักปักฐานรักษาสิ่งที่สร้างมา
๐ สิบปีต่อมา..หมดไปกับ การดูแลรักษาสุขภาพ กาย-ใจให้แข็งแรง
๐ สิบปีสุดท้าย..หมดไปกับ การปล่อยวางทุกสิ่ง รอคอยการกลับบ้านเก่า
แต่ละสิบปีผ่านไป...ไวเหมือนโกหก
อีกไม่นาน...ปีนี้ก็จะผ่านไป มีอะไรที่เราทำไปแล้วมากมาย
และก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่ได้ทำ
** เวลา คือ หน่วยเงินในกำมือของเราที่เอาไปแลกสิ่งอื่น
-เราเอาเวลาไปแลกงาน -เราเอางานไปแลกเงิน
-แต่เราก็ไม่เคยเอาเงินไปแลกเวลาคืนกลับมาได้สักที
ถ้า 'ธนาคารเวลา' มีจริง เราก็ไม่เคยมีสมุดบัญชีสักเล่มที่จะให้เราดูได้..ว่า
ตอนนี้เหลือเวลาอยู่เท่าไหร่?
** เรารู้ว่าเราใช้ "สิบปี" ของเราไปกี่ครั้งแล้ว
แต่เราไม่อาจรู้ว่า...เราจะใช้ "สิบปี" ที่เหลือของเราได้ครบมั้ย?
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับเราใช้เวลาสิบปีของเราไปคุ้มค่าหรือเปล่า ?
เมื่อเราหันหลังกลับมา ขอให้พูดได้เต็มปากว่า เราใช้มันไปอย่างไม่น่าเสียดาย
ชี วิ ต ค น เ ร า จ ะ มี
"สิ บ ปี"
สั ก กี่ ค รั้ ง กั น
ใช้สิบปี เจ็ดครั้งของเรา
ใ ห้ คุ้ ม ค่ า
เครดิต จาก http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=52996
ขอบคุณสาระดีๆจากพันทิพย์
วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ประสบการณ์เก็บเงินได้ครบ 1 ล้านบาทเมื่อตอนอายุ 31 ปี
เป้าหมายแรกหลังเรียนจบมหาลัยของผมคือ การเก็บเงินให้ได้ 1,000,000 บาทก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งเคยเขียนในบล็อกไปก่อนหน้านี้ว่าผมทำไม่สำเร็จ .. วันเวลาผ่านไป 1 ปีต่อมา ตอนนี้ผมทำสำเร็จแล้วครับ ในวันที่อายุ 31 ปี :)
บล็อกตอนนี้จึงไม่ใช่การโม้ว่าเฮ้ยตรูมีเงินเก็บโว้ย แต่ต้องการจะแชร์ในฐานะเด็กที่เคยไม่มีเงินเก็บติดตัวเลยซักบาทตอนทำงานปีแรก และเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือนแค่ 12,000 บาท จนมาถึงตอนนี้สามารถเก็บเงินให้ครบ 1 ล้านได้ยังไงครับ (จริงๆ เพื่อนผมหลายคนเก็บเงินได้เยอะกว่านี้มากเลยครับ)
บล็อกเก่า :
ประสบการณ์ทำงานปีแรกด้วยเงินเก็บ 0 บาท
ในวันที่ผมยื่นใบลาออกจากบริษัท Thomson Reuters
ปัญหาสุดคลาสสิคกับการเก็บเงินไม่เคยได้
เท้าความกลับไปตอนทำงานปีแรก ถึงผมจะเงินเดือนแค่ 12,000 บาท แต่ก็พอจะมีเงินเก็บนิดหน่อย แต่อย่างว่าคนเราซักพักมันก็มีเรื่องต้องใช้เงิน เช่นคอมเสีย กลับบ้านต่างจังหวัด ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ซึ่งเป็นรายจ่ายชิ้นใหญ่ สุดท้ายเงินที่เก็บก็เหลือศูนย์
ด้วยความที่รักสบายอ่ะ ทำงานเหนื่อยๆ มันก็อยากใช้ตังค์หาความสุข อยากดูหนัง อยากกินของอร่อยๆ อยากไปเที่ยวสนุกๆ บ้าง
ผมไม่ชอบเลยความรู้สึกของการมีเงินอยู่ก้อนนึงในบัญชี แล้วต้องคอยมาดูว่าเหลืออีกกี่วันนะจะสิ้นเดือน แล้วตกลงเดือนนี้เก็บได้กี่บาท ว๊าเหลือน้อยจัง เดือนหน้าต้องอดออมกว่านี้แล้วสินะ
การได้เงินเดือนมา แล้วก็พยายามใช้อย่างประหยัด จนเหลือสิ้นเดือนก็เก็บไว้ มันใช้ไม่ได้ผลครับ คือสำหรับผมนะ มันไม่เวิร์คจริงๆ เพราะซักวันมันก็จะหมดไปกับบางสิ่งบางอย่าง
แล้วทำยังไง ?
ย้อนกลับไปเมื่อตอนผมอายุได้ 8 ขวบ ตอนนั้นจำได้เลยว่าเป็นวันเด็ก ซึ่งพี่น้องผมแต่ละคนก็บอกวันเด็กแล้ว อยากได้นั่นอยากได้นี่ สุดท้ายป๊า (พ่อ) ก็บอกไม่รู้ว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญ งั้นเอางี้ละกัน ให้เงินไปคนละ 500 บาท พาไปที่ห้างแล้วบอกว่า อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย แต่ต้องใช้ให้หมดนะ
ใช้ให้หมดนะ ...
ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นหนึ่งในวันที่ผมช็อปปิ้งสนุกที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลย เหมือนเราได้ไปวิ่งอยู่ในทุ่งดอกไม้ ลั้นลา กำเงินไว้แน่น ไอ้นี่ก็สวยงาม ไอ้นั่นก็อยากซื้อ "จะใช้แมร่งให้หมดเลยโว้ยยยย" ผมคิดในใจ
และนั่นเลยเป็นวิธีการเก็บเงินของผม ที่เพิ่งมาคิดขึ้นได้ตอนอายุ 24 ปีแล้ว ...
ใช้แมร่งให้หมด
เมื่อผมรู้แล้วว่าผมเหมาะเหลือเกินกับวิธีการเก็บตังค์ด้วยวิธีการ "ใช้แมร่งให้หมด" มันเลยต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการกับเงินนิดหน่อย
หวังว่าวิธีการเก็บเงินแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ :)
หมายเหตุ: ย้ำว่าบล็อกตอนนี้ไม่ได้ต้องการโอ้อวด เพราะหลายคนที่อายุเท่าผมเก็บเงินได้ 10 ล้านแล้วก็มี เพียงแต่ต้องการเขียนเพื่อปักหลักไมล์อันหนึ่ง ที่เคยสัญญากับตัวเองไว้ และแชร์ให้ได้อ่านกันครับ
บล็อกตอนนี้จึงไม่ใช่การโม้ว่าเฮ้ยตรูมีเงินเก็บโว้ย แต่ต้องการจะแชร์ในฐานะเด็กที่เคยไม่มีเงินเก็บติดตัวเลยซักบาทตอนทำงานปีแรก และเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือนแค่ 12,000 บาท จนมาถึงตอนนี้สามารถเก็บเงินให้ครบ 1 ล้านได้ยังไงครับ (จริงๆ เพื่อนผมหลายคนเก็บเงินได้เยอะกว่านี้มากเลยครับ)
บล็อกเก่า :
ประสบการณ์ทำงานปีแรกด้วยเงินเก็บ 0 บาท
ในวันที่ผมยื่นใบลาออกจากบริษัท Thomson Reuters
ปัญหาสุดคลาสสิคกับการเก็บเงินไม่เคยได้
เท้าความกลับไปตอนทำงานปีแรก ถึงผมจะเงินเดือนแค่ 12,000 บาท แต่ก็พอจะมีเงินเก็บนิดหน่อย แต่อย่างว่าคนเราซักพักมันก็มีเรื่องต้องใช้เงิน เช่นคอมเสีย กลับบ้านต่างจังหวัด ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ซึ่งเป็นรายจ่ายชิ้นใหญ่ สุดท้ายเงินที่เก็บก็เหลือศูนย์
ด้วยความที่รักสบายอ่ะ ทำงานเหนื่อยๆ มันก็อยากใช้ตังค์หาความสุข อยากดูหนัง อยากกินของอร่อยๆ อยากไปเที่ยวสนุกๆ บ้าง
ผมไม่ชอบเลยความรู้สึกของการมีเงินอยู่ก้อนนึงในบัญชี แล้วต้องคอยมาดูว่าเหลืออีกกี่วันนะจะสิ้นเดือน แล้วตกลงเดือนนี้เก็บได้กี่บาท ว๊าเหลือน้อยจัง เดือนหน้าต้องอดออมกว่านี้แล้วสินะ
การได้เงินเดือนมา แล้วก็พยายามใช้อย่างประหยัด จนเหลือสิ้นเดือนก็เก็บไว้ มันใช้ไม่ได้ผลครับ คือสำหรับผมนะ มันไม่เวิร์คจริงๆ เพราะซักวันมันก็จะหมดไปกับบางสิ่งบางอย่าง
แล้วทำยังไง ?
ย้อนกลับไปเมื่อตอนผมอายุได้ 8 ขวบ ตอนนั้นจำได้เลยว่าเป็นวันเด็ก ซึ่งพี่น้องผมแต่ละคนก็บอกวันเด็กแล้ว อยากได้นั่นอยากได้นี่ สุดท้ายป๊า (พ่อ) ก็บอกไม่รู้ว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญ งั้นเอางี้ละกัน ให้เงินไปคนละ 500 บาท พาไปที่ห้างแล้วบอกว่า อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย แต่ต้องใช้ให้หมดนะ
ใช้ให้หมดนะ ...
ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นหนึ่งในวันที่ผมช็อปปิ้งสนุกที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลย เหมือนเราได้ไปวิ่งอยู่ในทุ่งดอกไม้ ลั้นลา กำเงินไว้แน่น ไอ้นี่ก็สวยงาม ไอ้นั่นก็อยากซื้อ "จะใช้แมร่งให้หมดเลยโว้ยยยย" ผมคิดในใจ
และนั่นเลยเป็นวิธีการเก็บเงินของผม ที่เพิ่งมาคิดขึ้นได้ตอนอายุ 24 ปีแล้ว ...
ใช้แมร่งให้หมด
เมื่อผมรู้แล้วว่าผมเหมาะเหลือเกินกับวิธีการเก็บตังค์ด้วยวิธีการ "ใช้แมร่งให้หมด" มันเลยต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการกับเงินนิดหน่อย
- เงินเดือนที่ได้มา สมมุติว่า 30,000 บาท ผมจะหาทางทำยังไงก็ได้ ให้มันเก็บไปแบบที่ผมไม่มีทางเบิกออกมาได้เลย อย่างน้อย 30-40% ในที่นี้คือ 9,000-12,000 บาท
- เงินอะไรบ้างที่เราเก็บแล้วไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้ ? ต้องไม่ใช่ฝากในบัญชีธนาคารแน่นอน
- อย่างแรกคือซื้อประกันชีวิต กว่าผมจะได้เงินนี้กลับมาก็ปาเข้าไปหลายปีต่อมาแล้ว (เดี๋ยวนี้มีประกันหลายตัวที่เป็นประเภทเก็บเงิน 7-10 ปี)
- หักเงินเข้า Provident Fund อันนี้ก็เอาออกมาไม่ได้ จนกว่าจะลาออกเท่านั้น ซื้อเต็ม Max เลยครับ
- หักเงินซื้อหุ้นบริษัท โชคดีที่บริษัทมีขายหุ้นบริษัทด้วย ในราคาพนักงาน ซึ่งเท่าไหร่ผมไม่สน แต่มันหักไปจากเงินเดือนตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นซื้อ Max เลยเช่นกัน
- ซื้อกองทุน LTF อันนี้กว่าจะได้ใช้เงินก็อีก 5 ปีข้างหน้า หักไปเลยว่าปีนี้ซื้อเท่าไหร่ ก็ทยอยซื้อทุกเดือนได้
- ยังมีเงินอีกหลายอย่างที่สามารถหักได้แบบ Auto ก่อนที่จะมาถึงบัญชีเงินฝากของคุณ ก่อนที่จะมาถึงบัตร ATM ของคุณ ก่อนที่จะกดเงินออกมาสู่มือของคุณ
- สุดท้ายจากพนักงานเงินเดือน 30,000 บาท (ตัวเลขสมมุติ) ผมก็กลายเป็นพนักงานเงินเดือน 18,000 บาทแทน
- ที่เหลือ "ใช้แมร่งให้หมด"
- ผมใช้หมดจริงๆ นะ คือไม่เหลือเลยซักบาท ถ้าสิ้นเดือนมีเงินเหลือเยอะ ผมไม่เก็บด้วยนะ มีเงินเหลือก็ต้องใช้แมร่งให้หมดสิ ว่าแล้วเราก็เสพสุขให้มันเยอะๆ คือกรูมีเงินเหลืออ่ะ ใช้ไปเลยเต็มที่ ถ้าสิ้นเดือนเหลือน้อย ก็ประหยัดไป มีเงินแค่นี้
- มันเป็นความสุขที่ประหลาดจริงๆ นะครับกับการที่เรามีเงินซักก้อนนึง แล้วมีคนตะโกนบอกว่า "ใช้ให้หมดนะโว้ยยยยย" โอ้แม่ นี่สิชีวิต ทำงานเหนื่อยมันก็ต้องซื้อความสุขกันบ้าง
- วิธีนี้เราจะไม่มีสิทธิไปแตะเงินที่ถูกดูดไปตั้งแต่ต้นเดือนเลย
- แล้วถ้ามีเรื่องต้องใช้เงินจริงๆ จะทำยังไง ? คือด้วยความที่เงินพวกนั้นมันเอาออกมาไม่ได้ ผมก็จะต้องดิ้นรนหาวิธีให้เงินที่เหลือพอจ่ายให้ได้ เช่น ซื้อของแบบผ่อน 0%, ใช้บัตรเครดิตแบบฉลาดๆ หน่อย, ยืมเมียบ้างเป็นบางครั้ง (แต่ทวงยิกนะฮะ)
- ด้วยวิธีนี้ ผมเลยมีเงินก้อนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ได้เลย จนเวลาผ่านไปอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งเวลานั้นก็ได้มาถึงแล้ว
- ในที่สุดตอนนี้ผมก็มีเงินสดในบัญชี 1 ล้านบาทตามที่เคยตั้งใจเอาไว้แล้วครับ :)
ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่พนักงานบริษัทขั้นเทพที่มีเงินเดือนหลักแสน และก็ไม่ใช่นักลงทุนที่ทำให้เงินมันงอกเงยแบบที่หลายคนกำลังมุ่งมั่นกันอยู่ ผมแค่เก็บเงินแบบที่ไม่ไปแตะมัน และไม่มีทางแตะมันได้เลย ก็เท่านั้น
วิธีนี้อาจจะดูไม่ฉลาดเท่าไหร่ แต่มันใช้ได้ และต้องใช้เวลาด้วย
อีกประเด็นที่อยากบอกคือผมมีความสุขกับการ "ใช้แมร่งให้หมด" มากๆ เงินเดือนขึ้น ผมใช้เยอะขึ้น แต่ก็เก็บมากขึ้นด้วย ซึ่งมันก็มีความสุขดี และไม่ได้ขัดสนอะไร แค่เปลี่ยนความคิดว่า "เราเงินเดือน 30,000 บาท" มาเป็น "เราเงินเดือน 18,000 บาท"
เงินที่เหลือจากการถูกหักไปแล้วนั้น ผมยังสามารถซื้อ iPhone, MacBook, จัดงานแต่งงาน, พาภรรยาไปฮันนีมูนมัลดีฟส์ได้ โดยที่ก็ยังมีเงินเก็บอยู่นะ คือเงินที่มีผมใช้แมร่งหมดจริงๆ 5555
หวังว่าวิธีการเก็บเงินแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ :)
หมายเหตุ: ย้ำว่าบล็อกตอนนี้ไม่ได้ต้องการโอ้อวด เพราะหลายคนที่อายุเท่าผมเก็บเงินได้ 10 ล้านแล้วก็มี เพียงแต่ต้องการเขียนเพื่อปักหลักไมล์อันหนึ่ง ที่เคยสัญญากับตัวเองไว้ และแชร์ให้ได้อ่านกันครับ
ขอบคุณที่มาจากบล๊อกนี้ที่จะทำให้ผมมีเงินล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า 5555
Khajochi Blog
วิธีการและเคล็ดลับการเก็บออม ตอน ๒
วิธีการและเคล็ดลับการเก็บออม
ก่อนจะเข้าสู่บทที่ 4 ซึ่งผมปวดเฮดมากว่าจะเขียนยังไงดี
ชักรู้สึกว่าปูพื้นไม่พอ ขอแทรกด้วยบทเสริมซักนิดที่จริงเนื้อหาต่อไปนี้น่าจะอยู่ในบทที่1 มากกว่า แต่edit ตรงนั้นเด๋วคนไม่รู้อีก เอามาไว้ตรงนี้แล้วกัน
บทเสริมท้ายบทที่ 1
สิ่งสำคัญที่สุดในการบรรลุ financial freedom (FF) ก็คือ การให้พันธะสัญญากับตัวเอง (commitment) ว่า
"หนูทำได้"
ทุก วันนี้ คิดว่าเพื่อน ๆ อยู่ในระดับที่เรียกว่า survival state (อยู่รอดได้) หมายถึง รายได้ (= รายได้จากการทำงาน + รายได้จากเงินออม/ทรัพย์สิน) มากกว่าหรือเท่ากับ ค่าใช้จ่าย
ถ้าวันหนึ่ง เราไม่มีรายได้จากการทำงาน ก็จะเกิดปัญหา
ดังนั้น เป้าหมายของเราทุกคนคือ wealth state (อยู่ได้อย่างมั่งคั่ง หรือมีอิสรภาพ) นั่นคือ รายได้จากเงินออม/ทรัพย์สิน ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ ค่าใช้จ่าย เราจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขได้
แผนการของเราในการบรรลุ FF ก็คือทำอย่างไรที่เราจะทำให้รายได้จากทรัพย์สินหรือเงินออม เพิ่มสูงขึ้นจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายของเราได้ วิธีการบรรลุอาจจะมีหลายอย่าง (บางคนอาจจะเล่นหวยซื้อสลากกินแบ่ง, หาสามี/ภรรยารวย ๆ, รอมรดกตกทอด ฯลฯ) แต่วิธีหนึ่งที่น่าจะง่ายที่สุดและสามารถใช้ได้กับเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นดังนี้
- เก็บออม (saving)
- ประกันความเสี่ยง (hedging)
- ให้ทรัพย์สินที่เราเก็บออม ไปทำงานแทนเรา (investing)
- มองภาพใหญ่ ว่าจุดหมายเราคืออะไร อยู่ที่ไหน
- มองภาพตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองแต่โลกในแง่ดี (be realistic, not optimistic)
- เลือกหรือปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุน ตามความเหมาะสมของเราเอง วิธีแต่ละคนอาจจะเหมือนกัน หรือแตกต่างกันขึ้นกับความรู้ ความเข้าใจ และ lifestyle ของเพื่อน ๆ แต่ละคน
เริ่มบันไดขั้นแรกก่อนเลยคือ "การออม"
สิ่งสำคัญของบันไดขั้นแรกมี 2 อย่าง ได้แก่ วินัย และ เวลา
1. วินัยในการออม
หมายถึงเราต้อง commit ตัวเองว่าในแต่ละเดือนที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีมา เราจะต้องออมเงินเป็นจำนวนเท่าใด ที่ผ่านมาคนมักจะเข้าใจสมการการออมเงินแบบนี้
เงินออม = รายได้ - ค่าใช้จ่าย
แต่การสร้างวินัยในการออม ขอให้เปลี่ยนสมการใหม่เป็นแบบนี้
รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย
ดูเผิน ๆ แล้ว หลายคนคงคิดว่ามันก็เหมือนกันแหละว้า... แต่ทัศนคติของสมการนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน สมการแรกมองเงินออมเป็น "ส่วนเหลือจากเงินที่ใช้จ่ายไปแล้ว" แต่สมการที่สองมองเงินออมเป็น "ส่วนที่ต้องกันไว้ก่อนจะนำไปใช้จ่าย" เป็นวินัยในการออมเงิน
จะออมซักเท่าไหร่ - ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นรายได้ต่อเดือน, เป้าหมายของ FF และระยะเวลาตั้งต้นจนถึงเกษียณ (หรือมี FF) โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีรายได้เฉลี่ย 2 หมื่นบาทต่อเดือน ควรจะออมให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพอ ๆ เดิม สัดส่วนของเงินออมควรจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่มีรายได้สูง ๆ (เช่น 6 หลัก) ก็อาจจะมีสัดส่วนเงินออมถึง 50% ของรายได้ หรือมากกว่า
บางคนอาจจะคิดว่า เป็นไปได้ยังไง แม้ว่าเราจะมีรายได้มาก (เกินแสน) แต่กลับยังไม่มีเงินออมได้มากขนาดนั้น อันนี้จุดใหญ่ก็อยู่ตรงสมการที่ 2 ว่า ถ้าเราเอารายได้หักเงินออมแล้ว ปรากฏว่า เงินที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายมันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จ่ายอยู่ประจำทุก เดือน ก็ต้องลองมาแจกแจงในรายละเอียดว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา จริง ๆ แล้วมันเป็นรายจ่ายที่ "ต้องจ่าย/ควรจ่าย" กับ "ไม่จำเป็นต้องจ่าย" ในสัดส่วนซักเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายในของบางอย่างที่เราอาจจะนึกไม่ถึงหลาย ๆ อย่าง ถ้าแจกแจงดูอาจจะมีไม่น้อยทีเดียว
เราจำเป็นต้องเที่ยวกลางคืนหรือไม่
เราจำเป็นต้องกินข้าวนอกบ้าน ในภัตตาคาร สวนอาหาร เดือนนึงหลาย ๆ ครั้งหรือไม่
เราจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าราคาแพง และซื้อบ่อยขนาดนี้หรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าในตู้ก็ล้นหาที่เก็บแทบไม่ได้
เรามีรองเท้ากี่คู่ และมีกี่คู่ที่เราไม่ได้ใส่มาแล้ว 3 เดือน
เราจำเป็นต้องดื่มกาแฟ Starbucks หรือ Blue cup หรือเปล่า
เรามี laptop อยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อใหม่หรือเปล่า
เราจำเป็นต้องมีมือถือใหม่เป็น iPhone หรือไม่
บลา บลา บลา...
ที่ ยกตัวอย่างมานี่ ไม่ได้หมายความว่าเราซื้อหาสินค้าและบริการเหล่านั้นไม่ได้ เพียงแต่เป็นการยกให้ดูว่า ก่อนจะซื้อหาของอะไรเหล่านี้ ถามตัวเองนิดว่ามันจำเป็นหรือไม่ (ว่ากันง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่มีมันแล้วเราอยู่ได้ไหม) และมีของอะไรที่ทดแทนกันได้ในราคาที่ถูกกว่าหรือเปล่า
2. เวลาในการออม เวลาสำคัญไฉน ?
เงินออม = รายได้ - ค่าใช้จ่าย
แต่การสร้างวินัยในการออม ขอให้เปลี่ยนสมการใหม่เป็นแบบนี้
รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย
ดูเผิน ๆ แล้ว หลายคนคงคิดว่ามันก็เหมือนกันแหละว้า... แต่ทัศนคติของสมการนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน สมการแรกมองเงินออมเป็น "ส่วนเหลือจากเงินที่ใช้จ่ายไปแล้ว" แต่สมการที่สองมองเงินออมเป็น "ส่วนที่ต้องกันไว้ก่อนจะนำไปใช้จ่าย" เป็นวินัยในการออมเงิน
จะออมซักเท่าไหร่ - ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่นรายได้ต่อเดือน, เป้าหมายของ FF และระยะเวลาตั้งต้นจนถึงเกษียณ (หรือมี FF) โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีรายได้เฉลี่ย 2 หมื่นบาทต่อเดือน ควรจะออมให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพอ ๆ เดิม สัดส่วนของเงินออมควรจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่มีรายได้สูง ๆ (เช่น 6 หลัก) ก็อาจจะมีสัดส่วนเงินออมถึง 50% ของรายได้ หรือมากกว่า
บางคนอาจจะคิดว่า เป็นไปได้ยังไง แม้ว่าเราจะมีรายได้มาก (เกินแสน) แต่กลับยังไม่มีเงินออมได้มากขนาดนั้น อันนี้จุดใหญ่ก็อยู่ตรงสมการที่ 2 ว่า ถ้าเราเอารายได้หักเงินออมแล้ว ปรากฏว่า เงินที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายมันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จ่ายอยู่ประจำทุก เดือน ก็ต้องลองมาแจกแจงในรายละเอียดว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา จริง ๆ แล้วมันเป็นรายจ่ายที่ "ต้องจ่าย/ควรจ่าย" กับ "ไม่จำเป็นต้องจ่าย" ในสัดส่วนซักเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายในของบางอย่างที่เราอาจจะนึกไม่ถึงหลาย ๆ อย่าง ถ้าแจกแจงดูอาจจะมีไม่น้อยทีเดียว
เราจำเป็นต้องเที่ยวกลางคืนหรือไม่
เราจำเป็นต้องกินข้าวนอกบ้าน ในภัตตาคาร สวนอาหาร เดือนนึงหลาย ๆ ครั้งหรือไม่
เราจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าราคาแพง และซื้อบ่อยขนาดนี้หรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าในตู้ก็ล้นหาที่เก็บแทบไม่ได้
เรามีรองเท้ากี่คู่ และมีกี่คู่ที่เราไม่ได้ใส่มาแล้ว 3 เดือน
เราจำเป็นต้องดื่มกาแฟ Starbucks หรือ Blue cup หรือเปล่า
เรามี laptop อยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อใหม่หรือเปล่า
เราจำเป็นต้องมีมือถือใหม่เป็น iPhone หรือไม่
บลา บลา บลา...
ที่ ยกตัวอย่างมานี่ ไม่ได้หมายความว่าเราซื้อหาสินค้าและบริการเหล่านั้นไม่ได้ เพียงแต่เป็นการยกให้ดูว่า ก่อนจะซื้อหาของอะไรเหล่านี้ ถามตัวเองนิดว่ามันจำเป็นหรือไม่ (ว่ากันง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่มีมันแล้วเราอยู่ได้ไหม) และมีของอะไรที่ทดแทนกันได้ในราคาที่ถูกกว่าหรือเปล่า
2. เวลาในการออม เวลาสำคัญไฉน ?
ให้กลับไปอ่านเรื่อง "อิทธิฤทธิ์ ดอกเบี้ยทบต้น" (compound interest) ในบทที่ 3 ตุ่ม C
บทที่4 : ซองเงินลงทุน = ให้เงินทำงานแทนคุณ
ภาค 1ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า บทนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการหางานพิเศษ หรือ ลงทุนค้าขาย เปิดท้ายขายของอะไรเลย......เพราะบทนี้เราจะว่าด้วยเรื่องการลงทุน ชนิดให้เงินทำงานแทนเราเท่านั้น......
Concept ของซองนี้คือ
"เรา ไม่เชื่อว่า Working Hard จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ แต่เราเชื่อว่า Working Smart (ทำงานอย่างฉลาด)ต่างหากที่จะพาเราไปสู่อิสรภาพทางการเงิน"
คุณ Robert Kiyosaki เขียนไว้ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกว่า เขามีพ่อสองคน
พ่อจนสอนเขาว่า "เรียนให้เก่งๆนะลูก จบมาจะได้มีงานดีๆทำ ได้เงินเดือนสูงๆ"
พ่อเขาคนนี้ไม่ผิด แต่พ่อคนนี้คือพ่อที่จนตลอดชีวิต
ส่วนพ่ออีกคนนึงซึ่งเป็นมหาเศรษฐีสอนเขาว่า
"ทำไม หนูต้องเก่งที่สุด ฉลาดที่สุดด้วยล่ะลูก ในเมื่อมีคนเก่งกว่าหนูอีกมากมายที่พร้อมจะ เอาตัวเข้าแลกเงินเป็นกรรมกรชั้นสูงดีๆนี่เอง หนูก็แค่จ้างคนที่เก่งกว่าหนู ฉลาดกว่าหนูมาทำงานให้หนู จ่ายเงินเดือนให้เขาแค่จิ๊บจ๊อย แล้วเขาจะผลิตเงินให้เราเป็นล้านๆ"
ใช่ครับ คนส่วนใหญ่ในสังคมเรา ยังเชื่อเหมือน "พ่อจน" อยู่
แต่ มันไม่ผิดนะ ที่เราจะเรียนสูงๆ เพียงแต่เราต้องเป็น "อภิชาตบุตร" ที่รู้มากกว่าพ่อแม่เราในเรื่องนี้นีสนุง รุ่นลูกหลานจะไม่ให้พัฒนาเลยเรอะ
ต่างกันยังไงเหรอ ?? ผมสมมุติตัวอย่างอย่างนี้แล้วกัน
ปีนี้ราคายางพาราแพง คนปลูกยางน่าจะรวยอื้อซ่า ผมอยากได้เงินจากยางพาราบ้าง ผมจะทำอย่างไรดีระหว่าง
ก. ถ้าผมทำตามพ่อจน ทุ่มเททำงานหนัก เพื่อเงิน ผมก็จะไปหาซื้อที่ดิน หาซื้อต้นยางมาปลูก กางตำราว่าเขาปลูกกันยังไง ใส่ปุ๋ยยังไง? ทำมั่วๆซั่วๆ โดนเพลี้ยกินต้นกล้าไปบ้าง ปลูกแล้วพังกรีดยางไม่ได้มั่ง ซัก สามสี่ปี กว่าจะจับทางได้ เหนื่อยยากทั้งกาย ทั้งเวลา ทั้งเงินทุน เอ้า ทำถูกแล้ว งอกงามแล้ว ยังไม่ได้เงินคืน ทำไมน่ะเหรอ ต้องรออีก 7 ปี กว่ามันจะโตพอให้กรีดยางมาขายได้ไงล่ะ............
ข. แต่ถ้าผมเชื่อพ่อรวย ผมเนี่ยนะ จะปลูกยาง?? ความรู้ก็ไม่มี ความสามารถก็ไม่มี ทำมั้ยทำไมผมต้องออกแรงเองให้เหนื่อย? ทำม้ายไฮโซอย่างผมต้องลงไปปลูกยางเอง ในเมื่อมีบริษัทศรีตรังเอโกร เขาปลูกยางเก่งกว่าผมอยู่แล้ว มีที่ดิน มีต้นยางอยู่แล้ว มีโรงงานสกัดน้ำยางอยู่แล้ว มีลูกค้าโรงงานในเมืองจีนสั่งยางเขาไปทำยางรถยนต์อยู่ในมือแล้ว ผมซื่งไม่มีความรู้อะไรเรื่องกรีดยางเลย ก็เดินต๊อกแต๊ก ไปตลาดหุ้น ขอเปิดบัญชีเล่นหุ้น เสร็จแล้วก็เคาะซื้อหุ้นของบริษัทปลูกยางจ้าวนี้ ในราคาหุ้นละ 3 บาทเป็นจำนวน 10000 หุ้น รวมเงิน 30000 บาท
บริษัทเค้าได้เงินเราไปลงทุนขยายโรงงานในตปท. หลังจากนั้นเราก็กลับบ้าน นอนรอ ๆๆๆๆๆๆ อีกซัก1ปี บริษัทนี้ประสพความสำเร็จ ได้กำไรงดงาม เขาจ่ายปันผลให้เราเป็นดอกเบี้ยถึง 10-20% แต่ที่เก๋กว่านั้นคือ ราคาหุ้นของบริษัทแพงขึ้น จาก 3บาท เป็น 20 บาทในปัจจุบัน ผมรับดอกเบี้ยเสร็จแล้ว เทขายทิ้ง จะได้กำไรไม่รวมดอกเบี้ย หุ้นละ 17 บาท นั่นคือได้กำไร 170000 บาทจากการลงทุน แค่ 30000 บาท ไม่ต้องรอกรีดยาง 7 ปี
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องจริงในตลาดหุ้นปีที่ผ่านมา ของบริษัทศรีตรังเอโกร STA อ้างอิงราคาปีที่แล้ว (ผมปรับตัวเลขตามการแตกพาร์นะ อย่าเพิ่งโวยว่าปีที่แล้วไม่ใช ่3 บาทสิ ชาวสินธร...รู้นะ พวกแกมาซุ่มอยู่..)
เพียงแต่ผมต้องอดทนรอเวลา ใช้เงินเย็นห้ามใช้เงินร้อน แช่แข็งเงินในตลาดหุ้น 1-3 ปีได้ รอเวลาราคาดีๆค่อยขาย
ถ้าราคาไม่ดี เก็บปันผลกินไปก่อน ยังไงก็ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคาร
หลักการมีแค่นี้
ฟังดูเหมือนง่ายเนอะ.............. แค่ใช้เงินเย็น กับ เวลา เท่านั้น!!!!!!!!!!!!!
จุดยากมันอยู่ที......... แล้วจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าหุ้นตัวไหน บริษัทไหนมันจะให้ผลตอบแทนดีอย่างนี้
ปล. ทั้งหมดข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่าง ไม่จำเป็นต้องเล่นหุ้นอย่างเดียวนะ ซองนี้หมายถึงอะไรก็ได้ที่ใช้เงินเย็น กับเวลาทำงานแทนคุณ คุณไม่ต้องทำ แล้วมันจะส่งผลตอบแทนให้คุณอย่างหนักด้วยอิทธิฤทธิ์ดอกเบี้ยทบต้น
ภาค 2 แล้วจะลงทุนยังไงดีล่ะ???
ก่อน อื่นเลยต้องรู้กฎเหล็กสำหรับการลงทุน = ใช้เงินเย็นที่สามารถแช่แข็งได้ 2-10 ปีโดยไม่ถอนเท่านั้น!!!!!!!!! เงินร้อนเอาไปเก็บไว้ตุ่ม C ไป๊
ทำไมน่ะเหรอ ??? ทั้งนี้ก็ เพราะ
- การลงทุนมีความเสี่ยงครับ
เหมือนคนอยากรวยก็ต้องทำธุรกิจ แต่ทุกคนที่เปิดกิจการทำธุรกิจขึ้นมาซักอย่าง เขาต้องยอมแบกรับความเสี่ยงที่จะเจ๊งถึง 95%
นั่น หมายความว่าเงินจะลงทุนทำธุรกิจ ห้ามเป็นเงินร้อน ถ้ากิจการเจ๊งขึ้นมา ห้ามร้องว่าหมดตรู๊ด ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ ห้ามทุบตุ่ม A & B มาโปะ ซองลงทุนเด็ดขาด !!!!!!!!!!!!! - เพราะการลงทุน ต้องใช้เวลา
เหมือนมะม่วงก็ต้องรอหลายปีกว่าจะออกดอกออกผล
ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมา ต้องแน่ใจว่ามีเงินในตุ่ม A B C มากพอ ที่จะไม่ต้องมาถอนเงินออกจากการซองลงทุนนี้ เด็ดขาด ม่ายงั้นเจ๊งเอาได้ง่ายๆ
บทสรุป ประมวลความรู้จากบทที่ 1- 4
- สำหรับทุกๆคน : ใช้สมการคนรวย + แบ่งเงินใช้สอย เป็น 4 ซอง + ลดรายจ่าย + เพิ่มรายได้ (หางานพิเศษนอกเวลาทำซะบ้าง) + มีวินัยสม่ำเสมอในการใช้หนี้ และรักษารายจ่ายให้คงที่
- คนที่ปากกัดตีนถีบ เงินเก็บเท่าหอยมดก็ยังไม่มี : เริ่มเก็บเงินใส่ตุ่ม A ก่อน , ส่วนซองลงทุน ให้เป็นซองเล็กๆ เน้นทำบุญเป็นหลัก
- คนที่เก็บเงินมาระยะนึงจนตุ่ม A & B เต็มแล้ว และเริ่มมีเงินในตุ่ม C : เริ่มพิจารณาลดปริมาณเงินที่เข้าตุ่ม C แบ่งมาใส่ซองเงินลงทุน โดยเริ่มลงทุนจากของที่ใช้ทุนต่ำๆก่อน เช่นกองทุน ที่มีขายตามธนาคาร , ระยะนี้ ซองเงินลงทุนเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจเท่ากับเงินที่ฝากเข้าตุ่ม C เลยก็ได้
- คนที่ตุ่ม C ใหญ่แล้ว เซ็งที่จะรับดอกเบี้ยต่ำๆจากธนาคารหรือสลากออมสิน : หยุดฝากเงินเข้าธนาคาร ปิดฝาตุ่ม A B C ได้แล้ว จากนี้ไปเงินเก็บจะไหลไปซองเงินลงทุนอย่างเดียว และ เลือกการลงทุนที่เหมาะกับความรู้ของตน
- เป้าหมายสุดท้าย = อิสรภาพทางการเงิน (FF) = สินทรัพย์ในซองลงทุน ผลิตเงินให้เราพอเลี้ยงตัวได้สม่ำเสมอตลอดชีวิต โดยเราไม่จำเป็นต้องทำงานอีกเลย...........
+++++++++ได้เวลาแจกการบ้านชุดใหญ่แล้วครับ ++++++++
การบ้านชุดนี้ ใครทำแล้ว ถึงไม่อ่านบทที่5 ก็รวยได้.........
การบ้าน4.1 : จากบทสรุปเนื้อหาบท1-4 ข้างบนนี้ คุณเป็นคนหมวดไหนในกลุ่ม 2-3-4?
การบ้าน4.2 : คุณควรเลือกแผนบริหารจัดการการเงินอย่างไร จากโจทย์
ใช้ สมการคนรวย + แบ่งเงินใช้สอย เป็น 4 ซอง + ลดรายจ่าย + เพิ่มรายได้ (หางานพิเศษนอกเวลาทำซะบ้าง) + มีวินัยสม่ำเสมอในการใช้หนี้ และรักษารายจ่ายให้คงที่
ให้แจงรายละเอียดของตัวเองออกมาว่า
- แบ่งเงิน4ซอง อย่างละกี่%
- ลดรายจ่ายยังไง? เพิ่มรายได้ยังไง? (บางคนไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง)
- จากคำตอบ 4.1 คุณจะแบ่งเงินเก็บ และ เงินลงทุนอย่างไร จึงจะเหมาะสมประเภทของตัวเอง
การบ้าน4.3 : การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณคืออะไร???
การบ้าน ชุดนี้ท้าทายนะครับ ไม่มีถูกผิด ไม่มีเฉลยครับ ให้ทุกคนแชร์ความเห็นตัวเอง และเพื่อนๆช่วยกันเม้นท์ ตามใจชอบ ใครทำจะ get เอง ใครไม่ทำนั่งอ่านเฉยๆจะไม่ get เท่าคนที่เค้าทำนะครับ
ขอบคุณ : บทความ โดยคุณ หล่อใสไร้รัก แห่งสยาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
