วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข้อคิดหนังสือ :สร้างเงินล้านก่อนเรียนจบ ตอน 1

สวัสดีครับเพื่อนๆผู้ที่ชอบการอ่านบทความต่างๆ ปกติแล้วผมก็ไม่ค่อยชอบการอ่านบทความสักเท่าไร โดยเฉพาะบทความที่ยาวๆ เอ้า ไม่ชอบอ่านบทความ แต่ทำไม ! มาเขียนเองเสียเล่า ^^ อันนี้ขอสั้นๆง่ายๆได้ใจความ ว่างครับ  ว่างจนอยากลองจดบันทึกความทรงจำ หาเล่าเรื่องราวต่างๆที่ตนเดินทางผ่านไปมา เรียบเรียงลงในบล๊อกตนเอง จึงหาเรื่องเนื้อหาต่างๆจากที่นั่นที่โน่น มาจับลงในบล็อกของตัวเองสักหน่อย โดยเฉพาะจากหนังสือ ผมว่า ในจำนวนบล๊อกของคนไทย (คิดเองนะครับ..ยังไม่ได้สำรวจแบบจริงจัง) ทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ น่าจะยังไม่มีใครเขียนบล๊อกตนเองขี้นมาโดยการนำเนื้อหาจากหนังสือต่างๆหลากหลายหมวดหมู่มาเรียบเรียงให้เป็นบทความลงในบล๊อกของตนเอง  แต่สำหรับในบล็อกนี้จะขอหยิบยกเอาเนื้อหาที่เป็นคำคม ข้อคิด จากหนังสือเล่มหนึ่ง (ทั้งเล่มเลยครับ โปรดตั้งใจอ่านให้ดีๆ) ^^ จากหนังสือ สร้างเงินล้าน....ก่อนเรียนจบ เขียนโดย นานิ นิธนวกร เชิญรับชมกัน ณ บัดนาวครับ  ขอย้ำสักนิด  คัดเอาเฉพาะคำคมและข้อคิดเท่านั้นนะครับ >>>>>>>



><บทนำก่อนเข้าเรื่อง ><

"สุดยอด" ไม่ใช่แค่ว่า กล้า (อย่างเดียว) แต่น้องคนนี้มุ่งมั่น ที่สำคัญคือชีวิตผ่านการวางแผนมาแล้วตั้งแต่เด็กด้วยตนเอง  ซึ่งน่าศึกษาแนวคิดตรงนี้มาก   น้องคนนี้ทำให้เห็นว่า การมีเงินล้านนั้นทำได้จริง แม้ขณะตอนที่ยังศึกษาอยู่ โดยที่ก็ไม่ได้สูญเสียชีวิตของวัยรุ่นไป  และการเดินห้างก็ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามของความสำเร็จ
   รูปแบบของการให้ความสำคัญของการศึกษา  เรื่องของการคบเพื่อน  การปรับตัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ  มาพร้อมๆกับการสร้าง "โอกาส" ให้ตัวเอง 
    จุดเด่นมากๆของวัยรุ่นก็คือ "ความช่างฝัน"
     ในวัยแห่งความฝันนี่แหละ  ที่หากได้ลงมือทำสิ่งเท่ๆได้สำเร็จ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงมากในชีวิตอีกหลายสิบปีที่เหลือ 
     ลองคิดดูว่า  เมื่อวัยรุ่นเรียนจบ  มีเงินก้อนนึงเป็นหน้าตัก  แรงกังวลในการหางานก็จะลดลง  แนวทางในการเลือกอาชีพก็ง่ายขึ้น  การเลือกงานให้ตรงกับความชอบของตัวเองก็สะดวกขึ้น และการก่อความสุขในชีวิตหลังจากนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
   เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้  ไม่ใช่หลักทฤษฎี  แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และทำได้จริง ที่สำคัญก็คือน่าจะเป็น "แรงบันดาลใจ" ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นทำบางอย่างในวัยที่พร้อม เมื่อน้องๆประสบความสำเร็จ รอยยิ้มไม่ได้เกิดแต่ลำพังน้องๆเท่านั้น แต่รอยยิ้มนั้้จะเกิดขึ้นกับคนทั้งบ้าน
   แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้น่าจะสร้างคุณภาพของสังคมไทยได้อีกมาก  ผมเชื่ออย่างนั้น !

ปิยะพันธ์์  วงศ์ยรา สำนักพิมพ์สต๊อคทูมอร์โรว์


THEME 1 : เมื่อก่อน

    การที่คนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะรวยหรือไม่ จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้มากแค่ไหนนั้น  นานิคิดว่า  มันขึ้นอยู่กับ Drive ซึ่งเป็นเหมือนแรงผลักดันที่จะทำให้เราอยากประสบความสำเร็จ  อยากเก่ง อยากรวย อยากเป็นคนดี 
    แต่สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จก็คือ เค้ามีความ "อยาก" ไม่พอ
     
   พ่อนานิเคยบอกว่า  วิธีคิดของคนเรานั้นสำคัญมาก  ถ้ามีวิธีคิดแบบผิดๆก็จะทำให้หลงทางในชีวิต
    
   เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียว  ดังนั้น เราไม่ควรจะเจออะไรแค่เพียงด้านเดียว นั่นคือ เรียนอย่างเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้ได้ลองอะไรใหม่ๆที่เราชอบ แค่ใช้คำว่า "และ" แทนคำว่า "หรือ" ชีวิตก็เปลี่ยนไป 
    ความอดทนนั้นสำคัญมาก  เพราะยังต้องเจอเรื่องราวหนักๆ อีกมาก ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงควรจะรู้จักอดทนและเป็นนักสู้ตั้งแต่ยังเด็ก !
   พ่อบอกนานิว่า  ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วเลิกกลางทาง  โดยที่ยังไม่ประสบความสำเร็จบ้าง มันจะกลายเป็นการยอมแพ้ที่จะติดเป็นนิสัยไปจนโต
    
   เสียงที่อยู่ภายในนั้น น่าจะตรงกับคำว่า Drive  หรือ แรงขับจากภายใน  ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จสูงๆจะมีแรงขับตัวนี้แรงมากๆ และแรงขับที่อยู่ภายในนี้ก็คือสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกนั่นเอง (แต่ถ้าหากว่า เราไม่มีแรงขับตัวนี้ก็พอที่สร้างขึ้นมาได้บ้าง แต่อาจไม่แรงเท่ากับผู้ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ) 
   แรงขับหรือ  Drive  นี้   เรียกว่า  ไฟ 
    Warren  Buffett  เคยกล่าวไว้ว่า  Wealth  is  the  tranfer  of  money  from  the  impatient  to  the  patient หรือ ความมั่งคั่ง  คือการถ่ายโอนเงินจากคนที่ไม่มีความอดทน  ไปสู่คนที่อดทนและใจเย็น
 
   THEME ๒ : ตอนนี้

   การที่เราจะประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายทางด้านการเงินของเรานั้น  มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องแค่ความสามารถในการหาเงินและการลงทุนเท่านั้น  เพราะทุกๆอย่างที่หลอมรวมเป็นตัวเราต่างหาก ที่จะตัดสินว่าเราจะรวยหรือประสบความสำเร็จได้แค่ไหน
  มั่นใจว่า  ทุกคนคงเคยติดหนี้บุญคุณใครบางคนเหมือนกัน อย่างน้อยก็ติดบุญคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งและสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ดังนั้น  ก้าวแรกในการที่เราจะเปลี่ยน จะพัฒนาตัวเองขึ้นมานั้น เราควรจะกลับไปขอบคุณผู้มีพระคุณเหล่านั้น
   อย่าบอกตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสแล้ว ถ้ารวยแล้ว จะกลับมาตอบแทนบุญคุณ เพราะหนึ่ง เวลามันไม่คอยใคร  และสองใครว่าต้องรวยถึงจะตอบแทนบุญคุณได้ ? ตอนนี้ถึงยังไม่มีแรงเงิน  แต่ก็อย่าลืมว่าเรายังมีแรงนะ
   คิดเสมอว่า แค่ตอบแทนบุญคุณมันไม่เท่พอ ! มันต้องสานต่อด้วย นั่นคือเอาสิ่งดีๆที่เราได้รับมาไปช่วยคนอื่นต่อ
  การที่เรายึดหลักเรื่องสานต่อบุญคุณนั้น มันจะช่วยมาเป็นแรงส่งให้ Drive เราแรงขึ้น เพราะมันเป็นเหมือนพันธะสัญญาที่เราจะต้องทำ ต้องรับผิดชอบ
  เคยมีคนพูดไว้ว่า "ถ้ารู้ตัวว่า กำลังขุดหลุมให้ตัวเองอยู่  สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือหยุดซะ"
  Bill  Gates เคยพูดไว้ว่า If  you  are  born  poor, it's  not  your  mistake. But  if  you  die  poor, it's definitely your  mistake. แปลว่า  เกิดมาจนไม่ใช่ความผิดของคุณ  แต่ตายไปอย่างคนจน  อันนั้นความผิดคุณแน่นอน
   การที่เราเขียนเป้าหมายไว้อย่างเดียวมันก็คงไปไม่ถึง เพราะฉะนั้น  นอกจากจะต้องเตือนตัวเองว่าเรามีเป้าหมายอะไรแล้ว เราก็ต้องเตือนตัวเองให้เริ้มก้าวเข้าไปหาเป้าหมายด้วย .....วันละก้าวก็ยังดีนะ =)
   ลองนึกดูว่าทำไม  เราถึงอยากรวย  รวยแล้วอยากทำอะไร ? มันสำคัญมากๆนะ  เพราะว่า  คนส่วนมากที่ไม่รวย  สาเหตุหลักๆก็คือไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องรวย พูดง่ายๆว่า  อยากรวยไม่พอนั่นเอง  และนี่แหละที่ทำให้พลังในตัวเราที่คอยผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้ามันไม่แรงพอ หลายคนที่ท้อก็จะเริ่มใช้ข้ออ้างต่างๆนานาที่เจอบ่อยก็คือ  "จะรวยไปทำไม ขอแค่มีความสุขก็พอแล้ว"  แล้วเคยถามตัวเองมั้ยว่าทำไมเราไม่ทั้ง รวย  และ  มีความสุข  ไปเลย ?
   เงินซื้อความสุขไม่ได้  แต่เงินซื้ออิสรภาพได้ เงินทำให้เรามีเวลา   และเงินก็ทำให้เรามีกำลังทรัพย์ไปใช้ในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้น
   เพราะเป้าหมายจะเป็นเครื่องมือเตือนความจำว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และควรทำอะไรต่อไปเพื่อที่จะทำให้ตัวเองกระเถิบไปใกล้เป้าหมายให้ได้อีกก้าวนึง
  แต่การที่เราเขียนเป้าหมายไว้อย่างเดียว มันก็คงไปไม่ถึง เพราะฉะนั้น นอกจากจะต้องเตือนตัวเองว่าเรามีเป้าหมายอะไรแล้ว  เราก็ต้องเตือนตัวเองให้เริ่มก้าวเข้าไปหาเป้าหมายด้วย
  แต่ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ "อยากไม่พอ" แล้วอีกอย่างก็คือ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง
 ตอนแรกไม่เชื่อว่า เก็บตังค์แค่นิดๆหน่อยๆมันจะช่วยอะไรได้ แต่พอได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับความอลังการของดอกเบี้ยทบต้น   ก็เลย Oh  My  God  ! ทุกบาททุกสตางค์มีค่าขึ้นมาเลยทีเดียว
   จำไว้ว่า "อย่าดูถูกพลังของดอกเบี้ยทบต้น"
    การที่เด็กอย่างเราจะหาเงินตั้งล้านนึงได้นั้น มันแปลว่าเราต้องหมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ ซึ่งตรงที่เราได้เปรียบพวกผู้ใหญ่โตๆที่อาจจะมีตำแหน่งการงานสูงขึ้น ยุ่งขึ้น แต่เด็กอย่างเราก็ยังมีเวลาคอยไปสัมมนาหรือไม่ก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงินการลงทุน
   การไปสัมมนาและการอ่านหนังสือ  เป็นเหมือนการเปิดหูเปิดตา รับข้อมูลและแนวคิดใหม่ๆซึ่งมีประโยชน์มาก  เพราะเราอายุน้อย ด้อยประสบการณ์  บางทีบางเรื่องหลายคนจะคิดว่ารู้แล้ว  แต่จริงๆเชื่อเหอะ เรายังรู้ไม่จริงหรอก  การที่เราบอกตัวเองว่า "เออ อันนี้รู้ละ  ไม่ต้องฟังก็ได้" มันเป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้ของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
   เพราะฉะนั้น  ถ้ามีคนที่มีความรู้มาพูดอะไรกับเรา  ก็ฟังๆเค้าไปเถอะ  แล้วจะได้อะไรกลับมาคิดพิจารณาเล่นที่บ้านอีกเยอะ
   การลงทุนนั้น  ลงทุนได้ในทรัพย์สิน  4  แบบ  คือ  
   หนึ่ง = บริษัท/ธุรกิจของตัวเอง   สอง = อสังหาริมทรัพย์    สาม = Commodity (ทองคำ เงิน น้ำมัน)          สี่่ = Paper asset  เอกสารแจ้งสิทธิ (ก็คือ  พวกหุ้น  ตราสารหนี้  สัญญาซื้อขายต่างๆรวมทั้งกองทุนด้วย)
   เพราะฉะนั้น บอกตัวเองเสมอว่า  อย่าอวดรู้ อย่าอวดเก่ง  เพราะมันอาจจะทำให้เราพลาดโอกาส พลาดความรู้ดีๆก็ได้
   บางที  เคล็ดความสำเร็จ  มันอาจจะมาแบบเป็นเสียงกระซิบก็ได้  ต้องคอยฟังให้ดี
   เวลาเพื่อนๆจะเปลี่ยนตัวเอง ก็ต้องเริ่มจากการเปิดโลกของตัวเองให้มากขึ้น  ไม่งั้นเราก็จะไม่มีความรู้ใหม่ๆมาปรับใช้  มาเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นอย่าปิดกั้นความรู้ของตัวเองเลย
   เพราะฉะนั้น เวลาเพื่อนๆได้เจอคนใหม่ๆพยายามฟังให้มากขึ้น  พยายามถามมากขึ้น  อย่าเอาแต่พูดอย่างเดียว  บางทีคนที่เราคุยอยู่ด้วย  อาจจะเป็นผู้มีประสบการณ์  เป็นนักธุรกิจร้อยล้าน  พันล้าน ที่เราไม่รู้จัก  ถ้าเราเอาแต่พูด  ไม่ถาม ไม่ฟังเรื่องของเค้า เราก็จะเสียโอกาสการเรียนรู้ไปโดยใช่เหตุ  XD
      
ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งมาก รู้ทุกเรื่อง  ไม่เคยพลาด 
ก็พกแต่ปากกากับดินสอ   อย่าพกลิควิด
กับยางลบนะ
-นานิ-

   การหาเงินและบริหารเงินก็เหมือนการเล่นไพ่โปกเกอร์ เราจะไม่แพ้หรือหมดตัว ถ้าเรารู้จักหมอบ ในบางครั้งเรื่องดวงก็มีส่วนช่วยให้เราชนะแค่ 100 %  เท่านั้น
   การบริหารเงินของเราก็เหมือนกันเลย ถ้าเราวางแผนผิดลงทุนไปแล้ว มันไม่เป็นไปตามที่เราคาดไว้ ก็ควรจะพยายามปรับกลยุทธ์ 
   แบบนี้คือการหมอบหรือปรับแผนที่ดี การไม่ยอมรับความจริงว่าไพ่เปลี่ยนไปแล้ว ยังไปวางเดิมพันเพิ่มอีก มันอาจจะทำให้เราเสียมากกว่าได้
    เราไม่ควรจะยึดติดกับความคิดเก่าๆหรือแผนเก่าๆ  โดยคิดว่า  การปรับแผนหรือแม้กระทั่งการ  Cut Loss  หรือขายขาดทุนมันไม่เท่  จริงๆแล้ว  การไม่ยอมรับความผิดพลาดของเรา  แล้วปล่อยให้ตัวเองจมลงไปเรื่อย ๆ กับเรือแห่งความหยิ่งของตัวเองต่างหากที่ไม่เท่   เราควรจะรู้จักปรับตัวไปกับสถานการณ์ต่างๆ
   หมอบตอนนี้  แล้วถึงเวลา  เราอาจจะกลับมาชนะเกมได้เมื่อสถานการณ์กลับมาทำให้เราได้เปรียบ =)
   เวลาที่มีอะไรร้าย ๆ เข้ามาในชีวิต มันอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายก็ได้  แต่มันอาจจะกลายเป็นดีขึ้นมา
   เพราะฉะนั้น  เวลาเพื่อนๆคิดจะหาเงิน  จะลงทุน  หรือเวลามีอะไรผิดพลาดเข้ามา  ก็อย่าไปยอมแพ้
   เพราะ " มันอาจจะดีก็ได้ "
 
   ข้อคิดที่ 12  แบ่งเงินให้ดี  เงินออม #  เงินลงทุน 
    
   ในการจะทำเงินให้ได้เยอะๆ เราควรตั้งกฏและวินัยส่วนตัวในการลงทุน  การเก็บ  และการจัดสรรเงิน
   ซึ่งนานิมีกฏการลงทุนแค่  2  ข้อก็คือ
 
    ๑.เงินลงทุน  เข้าพอร์ตไปแล้วห้ามนำออกมา = การไม่เอาเงินลงทุนออกมาใช้นั้น  มันจะทำให้เงินลงทุนของเราได้รับพลังดอกเบี้ยทบต้นอย่างเต็มที่  ถ้าจำเป็นต้องใช้  ให้ใช้เงินออม
    ๒.ทุกเดือนต้องมีเงินใหม่ใส่เข้าไปในพอร์ต = ไม่ว่าจะยังไง จะต้องมีเงินใหม่ใส่เข้าไปในพอร์ตลงทุนของเราทุกเดือน ไม่ว่าจะน้อยแค่ไหนก็มีค่า (แค่เดือนละพันก็มีผลลัพธ์ที่อลังการเว่อร์ !)

    ก่อนที่เราจะมีเงินมาลงทุน  และมีเงินออมไว้ใช้ยามจำเป็น (จะได้ไม่ต้องแตะเงินลงทุน) เราก็ต้องมีการจัดสรรเงินที่ถูกต้อง ก่อนจัดสรร  เราต้องดูก่อนว่ามีรายได้กีทาง
     เงินที่ได้มาทั้งหมด นอกจากค่าขนมที่จะใช้ประทังชีวิตไปประมาณ 90 % ของที่ได้  นานิจะแบ่งแบบนี้
     ลงทุน   70 %     ให้รางวัลตัวเอง  0.5 %    เงินออม  10 %   ให้พ่อ - แม่   5- 10 %    บริจาค  0 - 5 %
     
     อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เพราะไฟในตัวอาจจะดับได้
     ถ้าอยากมีล้านนึงให้พ่อแม่ภูมิใจก่อนเรียนจบอ่ะ  มันต้องมีเงินใหม่มาใส่เข้าไปในพอร์ตเสมอ นั่นคือการหา "รายได้พิเศษ" เข้ามานั่นเอง
      ถ้าเราหัดลงทุนให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ  ได้กำไรต่อปีมากขึ้นเรื่อยๆ แถมเรายังมีเงินใหม่ที่เป็นรายได้พิเศษใส่เข้ามาลงทุนเพิ่มอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจาการที่เราทำสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยๆทำมากขึ้น มากขึ้น  ลองคิดดูละกันว่า  ผลลัพธ์ของการทบต้นมันจะ ! แค่ไหน

โปรดติดตามตอนต่อไป >>>> The  End
      


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คุณคิดว่า"อายุ"กับ"ความสำเร็จ" มันเกี่ยวกันมั้ย?

คุณคิดว่า"อายุ"กับ"ความสำเร็จ" มันเกี่ยวกันมั้ย? 


เฮนรี่ ฟอร์ด มหาเศรษฐีของสหรัฐอเมริกา ต้องรอจนกว่าเขาอายุได้ 40 ปี จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่คิดไว้, เรย์ คร็อค เริ่มสร้างอาณาจักรฟาสต์ฟู้ดส์ แม็คโดนัลด์ จนโด่งดัง เมื่ออายุ 50 ปี 
อีกคนมั้ย.. ผู้พันแซนเดอร์ ต้องรอให้สูตรไก่ทอดของเค้าเป็นที่ยอมรับ ก็ต้องรอโน่นแหน่ะ..จนกระทั่งอายุ 60 ปี แม้แต่ โรนัลด์ เรแกน กว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ก็เมื่ออายุ 70 ปี 

       ดังนั้น   อย่าปล่อยให้คำว่า "สายเกินไป, อายุมากแล้ว, แก่แล้วอ่ะ" มากระซิบข้างหู   จงพยายามหา    โอกาสรอบๆตัว  ใฝ่รู้  ศึกษาความเป็นไปได้   สุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ "ลงมือทำ"  อย่าลืม!  ความสำเร็จไม่ได้มาเร็วเหมือนกระพริบตา   แต่ถ้าหามาทั้งชีวิต  แล้วยังไม่เจอ ก็ค่อยว่ากัน  

ขอบคุณที่มาจาก เพจ :ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวมธุรกิจไทย

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำงานอาสาให้เหมือนผ้าเช็ดพื้น

*ทำงานอาสาให้เหมือนผ้าเช็ดพื้น *

อาสางานต่ำ
ทำความสะอาดพื้นที่
กำจัดธุลีที่พื้นและเท้า



คือ 


ช่วยงานที่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้หรือผู้ใหญ่ไม่ควรทำ
มีน้ำใจต่อผู้ที่ตนเองอยู่อาศัย
เฝ้าคอยดูสิ่งที่ขัดข้องและจ้องช่วยแก้ไข


ด้วยการ



ช่วยทำงานบ้าน

ช่วยทำงานโรงเรียน

อย่าผลัดเพี้ยนหน้าที่

มีใจยินดีที่ได้ทำประโยชน์


เขียนโดย : พระราชวิจิตรปฏิภาณ  วัดสุทัศนเทพวราราม  
จากหนังสือทฤษฎีบัวพ้นน้ำ

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เสียงพระอาทิตย์






     มีชายคนหนึ่ง  ตาบอดทั้ง 2 ข้างมาตั้งแต่กำเนิด จึงไม่รู้จักสีสันรูปพรรณสัณฐานของสิ่งต่าง ๆ มีอยู่วันหนึ่ง เขาได้ยินคนยืนคุยกันเรื่องพระอาทิตย์

      ชายคนแรกพูดว่า... "4 - 5 วันมานี้  ฝนตกทุกวัน ฟ้าครึ้มตลอดทั้งวัน ทำให้รู้สึกซึมเศร้า แต่วันนี้ฟ้าโปร่งแล้ว  มองเห็นพระอาทิตย์ด้วย  ฉันรู้สึกดีใจจริง ๆ"
      ชายคนที่ 2  พูดขึ้นมาบ้างว่า  "ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ  อากาศไม่ร้อนไม่หนาว  แสงแดดอันส่องสาดอยู่บนตัวเรา ช่างให้ความรู้สึกสุขสบายอะไรเช่นนี้"
      ชายคนที่  3  กล่าวว่า  "แต่พอถึงหน้าร้อน  เมื่อพวกเราทำงานในนา  แสงแดดที่แผดกล้าทำเอาทุกคนเหงื่อท่วมตัวไปหมด   ถึงตอนนั้นพวกเราต่างก็คิดอยากหาที่หลบแดดแล้ว"
   ชายคนที่  4  กล่าวสรุปว่า  "ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  ถ้าหากไม่มีพระอาทตย์แล้วละก็  น่ากลัว มนุษยชาติคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป"

     ชายตาบอดคนนั้นได้ฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว  รู้สึกน่าสนใจ จึงเดินไปหยุดตรงหน้าคนกลุ่มนั้น ถามอย่างสุภาพอ่อนน้อมว่า "ขอเรียนถามทุกท่าน พระอาทิตย์จริง ๆ แล้วมีลักษณะอย่างไร"
   ชายกลุ่มนั้นถูกถามจนนิ่งงันไป ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เงียบไปสักครูหนึ่ง  ชายคนหนึ่งก็บอกไปว่า "พระอาทิตย์เป็นของที่มีลักษณะกลม ๆ เหมือนถาดทองแดงที่ส่องแสงออกจากตัว"

     แต่ทว่าอะไรเรียกว่า "กลม" อะไรคือการ "ส่องแสง" อะไรเรียกว่า "ถาดทองแดง" ชายตาบอดคนนั้นล้วนไม่รู้จัก
    ชายคนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดี  ได้แต่เคาะถาดทองแดงในมือตัวเองพลางบอกว่า "ก็คือของอันนี้แหละ  แกเข้าใจหรือยัง"
         ชายตาบอดพยักหน้างึกงัก  แสดงท่าว่าเข้าใจแล้ว
        วันถัดมา  ชายตาบอดคนนั้นเดินผ่านหน้าวัดพอดีกับเป็นเวลาพระเคาะระฆัง พอเขาได้ยินเสียงระฆังก็รู้สึกคล้ายกับเสียงเคาะถาดทองแดงที่ตนได้ยินเมื่อวาน เขาดีใจมาก ร้องตะโกนเสียงดังว่า "ทุกคนฟัง นี่ก็คือเสียงของพระอาทิตย์"

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย...
 
      ผู้คนในโลกต่างก็ทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยการเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมของตน หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่พ้นเกินกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ทั่วไปจะรับรู้ได้ มนุษย์ย่อมไม่เข้าใจสิ่งนั้น เพราะเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายลักษณะของพระนิพพานด้วยการปฏิเสธว่า ไม่ใช่พระอาทิตย์  พระจันทร์  หรือสิ่งใด ๆ ที่มนุษย์ในโลกรู้จัก  แต่ทรงรับรองว่า   อายตนะนั้นมีอยู่ แต่ทว่าชาวโลกอีกไม่น้อยที่ปฏิเสธการมีอยู่ของทั้งพระนิพพาน นรก สวรรค์ บุญ บาป กฏแห่งกรรม  เพราะถือว่าตัวไม่เห็น  พวกเราทุกคนอย่าเป็นอย่างนั้นนะ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรม  สามารถไปรู้ไปเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวของเราเอง ด้วยญาณทัสสนะของพระธรรม  แล้วเราจะรู้ว่า เราเกิดมาจากไหน  เกิดมาทำไม  มีหน้าที่อะไร  ตายแล้วเราจะไปไหน  ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่ทำให้เราเป็นบุคคลที่ตื่นแล้ว  พร้อมจะก้าวเดินไปสู่ความสุขความสำเร็จที่นิรันดร์
 

ปัญหาเรื่องพระอาทิตย์

        เมื่อครั้งที่ขงจื้อ เดินทางท่องเที่ยวไปตามแคว้นต่างๆ ของจีน มีอยู่คราวหนึ่งขณะที่วิ่งรถไป ขงจื้อเห็นข้างถนนมีเด็ก 2 คนกำลังถกเถียงกันอยู่  ขณะนั้นขงจื้อนั่งบนรถ ห่างจากเด็กพอสมควร ได้ยินไม่ชัดว่าเด็กเถียงกันเรื่องอะไร แต่เห็นว่าเด็กทั้งสองคนเถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดง  เสียงที่พูดยิ่งมายิ่งดัง ดูท่าทีจะลงมือลงไม้กันแล้ว ขงจื้อจึงลงจากรถ เดินไปหาเด็กทั้งสอง ตั้งใจจะช่วยไกล่เกลี่ย ถามเด็กทั้งสองว่า... "พวกเธอกำลังเถียงกันเรื่องอะไร
           เด็กคนหนึ่งพูดว่า  "คุณลุง คุณลุงคือใครครับ เรื่องที่คุณลุงรู้ จะต้องมากกว่าที่พวกผมรู้แน่ๆ ขอเชิญคุณลุงช่วยเป็นกรรมการตัดสินให้พวกผมด้วยนะครับ"
      ขงจื้อตอบว่า "ฉันคือขงจื้อแห่งแคว้นหลู่ เชิญบอกฉันก่อนว่าพวกเธอกำลังถกเถียงกันเรื่องอะไร"
    เด็กอีกคนหนึ่งพูดว่า "ที่แท้ คุณลุงคือขงจื้อ คุณลุงต้องสามารถตัดสินปัญหานี้ให้พวกเราได้แน่ๆ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าคุณลุงเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก"
               ขงจื้อพูดว่า "รีบบอกปัญหาให้ฉันฟัง"        เด็กคนหนึ่งพูดว่า "ผมคิดว่าพระอาทิตย์ เมื่อตอนเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าในเวลาเช้าอยู่ใกล้ เวลาเที่ยงอยู่ไกลจากตัวเรา"
      เด็กอีกคนหนึ่งรีบพูดขึ้นทันทีว่า "ที่เขาพูดไม่ถูก ผมคิดว่าพระอาทิตย์ตอนเช้าอยู่ไกล  ตอนกลางวันอยู่ใกล้คนเรา"
       ขงจื้อพูดว่า "พวกเธอลองพูดเหตุผลของตัวเองมาดู"
    เด็กคนแรกพูดว่า "พระอาทิตย์ตอนเพิ่งพ้นขอบฟ้าเวลาเช้าดวงกลมโต โตพอๆ กับล้อรถเลย แต่พอกลางวันก็เล็กลงเหลือขนาดราว ๆ ชามข้าวเท่านั้น  สิ่งของยิ่งอยู่ไกลก็ยิ่งดูเล็ก เ พราะฉะนั้นแสดงว่า  พระอาทิตย์ตอนเช้าอยู่ใกล้ ตอนกลางวันอยู่ไกล"
     เด็กอีกคนหนึ่งพูดว่า "ผิดโดยสิ้นเชิง ตอนเช้าพระอาทิตย์เพิ่งออกมา พวกเรารู้สึกเย็นสบาย พอถึงตอนเที่ยงก็ส่องแสงจนคนเหงื่อท่วมตัว เวลาเราอยู่ใกล้ไฟก็จะรู้สึกร้อน ถ้าอยู่ห่างออกมาก็ไม่ค่อยรู้สึก ดังนั้น  ผมคิดว่าพระอาทิตย์ตอนเที่ยงอยู่ใกล้"
       พอเด็กสองคนพูดจบ  ก็ถามขงจื้อว่า  จริงๆ แล้วความคิดของพวกตนของใครถูก
     ขงจื้อดูเหมือนได้รับความลำบากจากปัญหานี้แล้ว นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะตอบอย่างไร และตอบเด็กไปว่า "ฉันยังไม่อาจตัดสินโดยเด็ดขาดได้ว่า ความคิดของพวกเธออันไหนถูก เพราะฉันยังไม่เคยค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้มาก่อน"
     เด็กสองคนนั้นคิดในใจว่า ขงจื้อได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการที่เก่งที่สุด แต่ปัญหานี้แม้กระทั่งขงจื้อยังตอบไม่ได้ แล้วพวกเราเพิ่งมีความรู้สักเท่าไรเชียว ถึงได้ปักใจมั่นหัวชนฝาว่าความคิดของตนเองถูก ช่างเป็นเรื่องไม่สมควรจริงๆ
        
       ท่านสาธุชนทั้งหลาย...
 
      เราเคยเป็นคนดื้อปักใจมั่นเชื่อในความคิดของตนเอง จนไม่ยอมรับฟังความคิดคนอื่นบ้างไหม  แก้วน้ำที่ปิดฝาอยู่ต่อให้เอาน้ำมาเทสักโอ่ง ก็คงไม่เข้าสักหยด แต่ถ้าเปิดฝาออก เทน้ำลงไปประเดี๋ยวก็เต็มเปี่ยม  ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง เราจะได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย ไม่เป็นกบในกะลาครอบ และขอให้ดูตัวอย่างขงจื้อ แม้ได้รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์ใหญ่ในยุคนั้น แต่เมื่อเจอเรื่องที่ตัวไม่รู้ ก็บอกตรงๆ ว่าไม่รู้  ไม่มีอาการกลัวหน้าแตก   แล้วตอบโมเมส่งเดชไป  คนไม่รู้แล้วไม่ชี้ยังดี ที่กลัวคือคนไม่รู้แต่ชี้ แล้วชี้ผิดๆ พาคนอื่นเข้าใจผิดตามๆ กันไปด้วย
     ความรู้ต่างๆ ในโลกนี้ที่เกิดจากการขบคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผล   ไม่ว่าจะเป็นความคิดของนักวิชาการที่เก่งเพียงใด ก็ล้วนมีโอกาสผิดพลาดทั้งสิ้น ทฤษฎีต่างๆ ในโลกตั้งขึ้นแล้วก็มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นความรู้ที่เกิดจากความคิด (จินตามยปัญญา) มีเพียงความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนา (ภาวนามยปัญญา) เท่านั้นที่ถูกต้องจริงแท้ตลอดกาล ทนทานต่อการพิสูจน์ เพราะเป็นความรู้จากใจที่สงบหยุดนิ่ง สว่างไสว ปราศจากกิเลสอวิชชาที่มาหุ้มห่อใจ เป็นความรู้ที่ทำให้พ้นทุกข์ ทำให้โลกสงบเย็น เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงความรู้ชนิดนี้กันเถิด

            ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า.....


มหาสมุทรซึ่งเป็นที่ไหลมารวมกันของน้ำจากทุกสารทิศ
จะต้องมีระดับพื้นที่ต่ำกว่าพื้นที่ตรงต้นน้ำทั้งหลายฉันใด
ผู้ที่ต้องการจะรับการถ่ายทอดคุณความดีจากบุคคลทั้งหลาย
ก็จะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนก่อนฉันนั้น
(พุทธพจน์)
 

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตคุ้มค่า แล้วหรือยัง !


ถ้าคุณมีศรัทธา....คุณก็จะประสบความสำเร็จ




"ทุกความสำเร็จเริ่มที่ความฝัน ..ฝันอยากสร้าง อยากทำ ในสิ่งที่ไม่เคยมี ..ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่ทำแต่สิ่งเดิมๆ ตามคนอื่นๆ แต่เป็นคนที่กล้าคิด และกล้าฝันในสิ่งที่ไม่เคยมี" ..นั่นแหละนิยามของ "โอกาส" ..มันเกิดจากการคิดสร้างและตอบโจทย์ความต้องการของ มนุษย์ ..ทำได้ดี มีประโยชน์ และไม่เคยมี นั่นคือ "โอกาส" ที่ยิ่งใหญ่ -- เต๋อ สร้าง แกรมมี่จากความฝันและความรักที่จะทำ .. Walt Disney สร้างอาณาจักรหมื่นล้านจากจินตนาการ ...ใช่!! เริ่มจากสิ่งที่ไม่เคยมี !!

ขอบคุณที่มา :เพจ Pawawit Stock Comment